ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 483.22 จุด รับข่าวพบยาต้านไวรัสโคโรนา-ข้อมูลศก.สหรัฐสดใส

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่ 3 เมื่อคืนนี้ (5 ก.พ.) ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปิดทำนิวไฮ ขานรับข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ ซึ่งรวมถึงตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนของสหรัฐที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 5 ปี

นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากรายงานข่าวที่ว่า นักวิทยาศาสตร์ของจีนและอังกฤษสามารถคิดค้นยาและวัคซีนต้านเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งข่าวดังกล่าวช่วยให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสดังกล่าว

  • ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 29,290.85 จุด พุ่งขึ้น 483.22 จุด หรือ +1.68%
  • ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,334.69 จุด เพิ่มขึ้น 37.10 จุด หรือ +1.13%
  • ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 9,508.68 จุด เพิ่มขึ้น 40.71 จุด หรือ +0.43%

ตลาดหุ้นนิวยอร์กพุ่งขึ้นขานรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ โดยออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) และมูดี้ส์ อนาลิติกส์ เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐพุ่งขึ้น 291,000 ตำแหน่งในเดือนม.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค.2558 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 150,000 ตำแหน่ง

ขณะที่สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีภาคบริการของสหรัฐปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 55.5 ในเดือนม.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนส.ค.ปีที่แล้ว จากระดับ 54.9 ในเดือนธ.ค. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 55.0

นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนหลังจากหนังสือพิมพ์ฉางเจียงของจีนรายงานว่า ทีมคณะนักวิจัยของศาสตราจารย์หลี่ หลานจวน ซึ่งเป็นกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของจีนในการคิดค้นยาต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ประกาศความสำเร็จครั้งใหญ่ในการวิจัยดังกล่าว โดยผลการทดสอบเบื้องต้นพบว่า ยา Abidol และ Darunavir สามารถยับยั้งเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อย่างมีประสิทธิภาพในการทดสอบเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในระดับเซลล์

ทางด้านสำนักข่าวสกายนิวส์รายงานว่า นักวิทยาศาสตร์อังกฤษรายหนึ่งประสบความสำเร็จในการคิดค้นวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยสามารถร่นระยะเวลาในการพัฒนาวัคซีนจากเดิมที่ต้องใช้เวลา 2-3 ปี เหลือเพียง 14 วัน

หุ้นกลุ่มพลังงานพุ่งขึ้นแข็งแกร่งสุดในบรรดาหุ้นที่คำนวณในดัชนี S&P500 หลังจากราคาน้ำมัน WTI ทะยานขึ้นกว่า 2% โดยหุ้นเอ็กซอน โมบิล พุ่งขึ้น 4.6% หุ้นเชฟรอน พุ่งขึ้น 3.2% หุ้นอ็อคซิเดนเชียล ปิโตรเลียม พุ่งขึ้น 4% หุ้นฮัลลิเบอร์ตัน พุ่งขึ้น 4.2% หุ้นเชซาพีค เอนเนอร์จี ทะยานขึ้น 9.8% หุ้นอาปาเช คอร์ป ดีดขึ้น 2.6% ส่วนดัชนีหุ้นกลุ่มพลังงานพุ่งขึ้น 3.8%

หุ้นกลุ่มธุรกิจสุขภาพปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดยหุ้นไบโอเจน ทะยานขึ้น 17.5% หุ้นไฟเซอร์ พุ่งขึ้น 1.27% หุ้นแอ๊บบอต ลาบอแรตอรีส เพิ่มขึ้น 1.5% หุ้นยูไนเต็ดเฮลธ์กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทประกันสุขภาพรายใหญ่ของสหรัฐ พุ่งขึ้น 5.3% หุ้นซิกนา คอร์ป พุ่งขึ้น 4.9% หุ้นแอมเจน พุ่งขึ้น 4.5% หุ้นซีวีเอส เฮลธ์ พุ่งขึ้น 3.9% หุ้นเอชซีเอ เฮลธ์แคร์ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการโรงพยาบาลรายใหญ่สุดของสหรัฐ ทะยานขึ้น 4.6%

หุ้นคาปรี โฮลดิ้งส์ ผู้ผลิตกระเป๋าและสินค้าแบรนด์เนมชื่อดัง พุ่งขึ้น 8.3% หลังจากบริษัทเปิดเผยกำไรและรายได้ที่สูงเกินคาด โดยคาปรี โฮลดิ้งส์ เป็นบริษัทที่เกิดจากการควบรวมกิจการระหว่างไมเคิล คอร์ส โฮลดิ้งส์ และจิอันนี เวอร์ซาเช่

หุ้นโคตี้ ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องสำอางรายใหญ่ ทะยานขึ้น 14.5% หลังจากบริษัทเปิดเผยกำไรและรายได้ที่สูงเกินคาด

หุ้นเมซีส์ อิงค์ ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่ของสหรัฐ พุ่งขึ้น 5.9% หลังจากคณะผู้บริหารของเมซีส์ อิงค์ ประกาศแผนการปิดสาขาจำนวน 125 แห่งในช่วงเวลา 3 ปีข้างหน้า

หุ้นเทสลา ร่วงลง 17.18% หลังจากผู้บริหารระดับสูงของเทสลาเตือนว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาในจีนอาจส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการส่งมอบรถยนต์รุ่น Model 3 ซึ่งผลิตที่โรงงานในเมืองเซี่ยงไฮ้

นักลงทุนจับตาตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนม.ค.ของสหรัฐซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในวันพรุ่งนี้ ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งคาดว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรจะเพิ่มขึ้น 158,000 ตำแหน่งในเดือนม.ค. และคาดว่าอัตราการว่างงานจะทรงตัวที่ระดับ 3.5% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค. 2512

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 ก.พ. 63)

Tags: , , , ,
Back to Top