โบรกฯเชียร์ซื้อ BBL คาดซื้อเพอร์มาตาหนุนเติบโตยาว

โบรกเกอร์ แนะนำ “ซื้อ”หุ้นธนาคารกรุงเทพ (BBL) หลังคาดตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญลดลงในช่วงครึ่งหลังปีนี้ จากที่ได้ตั้งสำรองฯไปมากแล้วในช่วงครึ่งปีแรก ช่วยลดแรงกดดันต่อการทำกำไรของธนาคารในช่วงครึ่งปีหลัง ประกอบกับแนวโน้มลูกหนี้ที่เข้ามาตรการพักชำระหนี้ ตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)น่าจะมีไม่มากนัก เนื่องจากกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ของธนาคารเป็นกลุ่มลูกค้าภาคธุรกิจขนาดใหญ่ที่ยังมีความสามารถในการชำระหนี้ได้อยู่

อย่างไรก็ตามสินเชื่อของธนาคารยังคงได้รับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ภาคธุรกิจ ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ของธนาคาร ยังคงชะลอการลงทุน แต่ในระยะยาวการที่ BBL เข้าซื้อกิจการ พีที เพอร์มาตา ทีบีเค (เพอร์มาตา) ในอินโดนีเซีย จะเป็นปัจจัยที่ช่วยผลักดันการเติบโตให้กับธนาคาร

พักเที่ยงหุ้น BBL อยู่ที่ 90.75 บาท ลดลง 3.75 บาท หรือ 3.97% ขณะที่ดัชนีหุ้นไทย ร่วง 1.84%

โบรกเกอร์คำแนะนำราคาเป้าหมาย (บาท/หุ้น)
ดีบีเอส วิคเคอร์สฯซื้อสะสม109
ทรีนีตี้ซื้อ129
ทิสโก้ซื้อ129
ฟิลลิปซื้อ124
ยูโอบี เคย์เฮียนฯซื้อ133
โนมูระ พัฒนสินซื้อ125

นายอดิสรณ์ มุ่งพาลชล รองผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวโน้มการตั้งสำรองฯของ BBL ในช่วงครึ่งหลังปีนี้ลดลง หลังจากที่ธนาคารตั้งสำรองฯไปค่อนข้างมากแล้วในช่วงครึ่งปีแรก ทำให้ภาพรวมของผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังมีแรงกดดันจากการตั้งสำรองฯลดลง ด้านกลุ่มลูกค้าของธนาคารที่เข้าร่วมโครงการมาตรการพักชำระหนี้มีไม่มาก เพราะส่วนใหญ่ลูกค้าหลักของ BBL เป็นลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ที่ยังมีความสามารถในการชำระคืนหนี้อยู่ ขณะที่มีสัดส่วนลูกค้าเอสเอ็มอี และรายย่อยไม่มาก ทำให้เมื่อหมดมาตรการดังกล่าวไปเดือนต.ค.นี้ BBL ก็จะไม่มีแรงกดดันเรื่องแนวโน้มของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่จะปรับเพิ่มขึ้น ทำให้ธนาคารไม่ต้องระมัดระวังความเสี่ยงจากการกลับมาตั้งสำรองฯเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตามแนวโน้มของสินเชื่อธนาคาร คาดว่าจะชะลอตัวลงในช่วงไตรมาส 3/63 และไตรมาส 4/63 จากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังไม่เห็นภาพการฟื้นตัวอย่างชัดเจน ทำให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของ BBL ยังคงชะลอการลงทุน และหันมาชำระคืนหนี้มากขึ้นเพื่อลดค่าใช้จ่าย แต่ยังคงประมาณการกำไรของ BBL ในปีนี้ไว้ที่ 2.9 หมื่นล้านบาท จากการตั้งสำรองฯในครึ่งปีหลังที่ลดลง และการรับรู้ผลประกอบการของเพอร์มาตาในอินโดนีเซียเข้ามา

ด้านนางสาวอาภาภรณ์ แสวงพรรค ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวโน้มการตั้งสำรองฯของ BBL ในช่วง 2 ไตรมาสสุดท้ายปีนี้น่าจะลดลง ทำให้แรงกดดันต่อกำไรในช่วงครึ่งปีหลังลดลงด้วย ขณะที่กลุ่มลูกค้าของ BBL ที่เข้ามาตรการพักชำระหนี้คาดว่าจะมีจำนวนไม่มาก เพราะกลุ่มลูกค้าหลักของธนาคารส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการธุรกิจขนาดใหญ่ โดยสัดส่วนสินเชื่อของกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีและลูกค้ารายย่อยไม่มาก ทำให้ความกังวลเกี่ยวกับการปรับเพิ่มขึ้นสูงของ NPL ในช่วงหลังสิ้นสุดมาตรการพักชำระหนี้เดือนต.ค.มีน้อยลง

นอกจากนี้การที่ BBL ควบรวมเพอร์มาตาในอินโดนีเซียเข้ามา จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับธนาคารในระยะยาวได้ แม้ว่าช่วงเวลาในการซื้ออาจจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 แต่ในระยะยาวเศรษฐกิจและกำลังซื้อในอินโดนีเซียมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก และช่วยขยายสาขาของธนาคารในประเทศอินโดนีเซียได้อย่างรวดเร็ว จากการควบรวมสาขาเข้ามา ทำให้หนุนการขยายตัวของธนาคารได้ แม้ว่าภาพในระยะสั้นผลการดำเนินงานอาจจะถูกผลกระทบจากปัจจัยโควิด-19

นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน-กลยุทธ์การลงทุน บล.โนมูระ พัฒนสิน กล่าวว่า แนวโน้มการตั้งสำรองของ BBL ในช่วงครึ่งหลังปีนี้จะลดลงจากครึ่งปีแรก ที่มีการตั้งสำรองไปมากแล้ว ทำให้แรงกดดันต่อกำไรในช่วงครึ่งปีหลังของธนาคารลดลงไปได้บ้าง แต่แนวโน้มของการปล่อยสินเชื่อคาดว่าจะยังชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ และความไม่แน่นอนของสถานการณ์โควิด-19 ทำไห้ความต้องการสินเชื่อของภาคธุรกิจ ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของ BBL ชะลอ ส่งผลให้แนวโน้มสินเชื่อในปีนี้มีโอกาสหดตัวลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน

อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยหนุนภาพรวมผลการดำเนินของธนาคารในปีนี้จากการควบรวมธนาคารเพอร์มาตาในอินโดนีเซีย หลังจากดีลการซื้อขายเสร็จสิ้นแล้ว ทำให้ธนาคารสามารถรวมงบการเงินของเพอร์มาตาเข้ามาได้ และเพอร์มาตาจะเป็นอีกหนึ่งธุรกิจในต่างประเทศที่จะเข้ามาเสริมศักยภาพในระยะยาวให้กับ BBL แม้ว่าในช่วงระยะสั้นจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 เช่นเดียวกับการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยก็ตาม

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ต.ค. 63)

Tags: , , , ,
Back to Top