TK เผย Q2/64 กำไรโตพุ่งแม้รายได้หดรับผลดีบริหารจัดการเน้นตุนสภาพคล่องรอฟื้น

นางสาวปฐมา พรประภา กรรมการผู้จัดการ บมจ.ฐิติกร (TK) เปิดเผยว่า ผลประกอบการงวด 6 เดือนแรกของปี 64 บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 1,038.3 ล้านบาท ลดลง 23.8% จาก 1,363.2 ล้านบาทในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิ 215.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51.1% จาก 142.8 ล้านบาท

ส่วนไตรมาส 2/64 บริษัทมีกำไรสุทธิ 118.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 142.6% จาก 48.8 ล้านบาท โดยรายได้รวม 499.5 ล้านบาท ลดลง 19.7% จาก 622.3 ล้านบาทเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน โดยมีลูกหนี้เช่าซื้อและลูกหนี้เงินให้กู้ยืมสุทธิรวม 3,947.6 ล้านบาท ลดลง 14.0% จาก 4,591.3 ล้านบาท เมื่อเทียบกับสิ้นปี 63

ผลประกอบการภาพรวมยังคงมีกำไร ซึ่งเกิดจากบริหารจัดการทั้งการหารายได้เพิ่มขึ้นจากรายได้อื่น ๆ การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายโดยรวมภายในองค์กร รวมทั้งการบริหารต้นทุนทางการเงิน ในภาวะวิกฤติที่มีการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงกับเศรษฐกิจทั่วโลก รวมทั้งการปล่อยสินเชื่อกับกลุ่มลูกค้าที่เปราะบางจากสถานการณ์ของโรคระบาดในเวฟ 3 จึงจำเป็นต้องเข้มงวด มากกว่าการพยายามแย่งชิงลูกค้าโดยไม่คำนึงถึงความสามารถในการจ่ายค่างวดทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

“TK ยังคงใช้กลยุทธ์ระมัดระวังกับการปล่อยสินเชื่อ และมีสภาพคล่องสูงสุดเป็นประวัติการณ์โดยมีเงินสดและเงินฝากธนาคารรวม 2,335 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ TK มีความพร้อมเสมอที่จะเร่งขยายธุรกิจทั้งภายในประเทศและที่ต่างประเทศทันทีที่สถานการณ์ต่าง ๆ คลี่คลาย”นางสาวปฐมา กล่าว

แม้ว่ารายได้รวมลดลง แต่รายได้อื่น ๆ ของ TK ในไตรมาส 2/64 จำนวน 134.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.5% จาก 104.1 ล้านบาท โดยครึ่งปีแรกมีรายได้อื่น ๆ รวม 286.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.5% จาก 239.9 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากการบริหารจัดการด้านการติดตามหนี้ ด้วยการจัดตั้งหน่วยงานเพื่อติดตามหนี้ค้างชำระโดยเฉพาะ เพื่อติดตามลูกหนี้ให้ชำระค่างวดอย่างสม่ำเสมอ

บริษัทยังสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายรวมในไตรมาส 2/64 ให้ลดลง 38.1% เหลือ 336.7 ล้านบาท จาก 544.1 ล้านบาท โดยรวมตลอดครึ่งปีแรก สามารถบริหารค่าใช้จ่ายรวมลดลง 35.9% เป็น 730.5 ล้านบาท จาก 1,139.7 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน โดยมีการลดต้นทุนนำดิจิทัลเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในทุกหน่วยงาน เพื่อลดเอกสารและลดการทำงานซ้ำซ้อน

ด้านต้นทุนทางการเงิน TK บริหารจัดการแหล่งต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพทำให้ไตรมาส 2/64 มีจำนวน 7.6 ล้านบาท ลดลง 64.3% จาก 21.3 ล้านบาท รวมตลอดครึ่งปีแรกต้นทุนทางการเงินมีจำนวน 17.9 ล้านบาท ลดลง 60.8% จาก 45.7 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีที่ผ่านมา

นายประพล พรประภา กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ TK กล่าวเพิ่มเติมว่า ณ ไตรมาส 2/64 TK มีลูกหนี้เช่าซื้อและลูกหนี้เงินให้กู้ยืมสุทธิรวม 3,947.6 ล้านบาท ลดลง 14.0% จาก 4,591.3 ล้านบาท เมื่อเทียบกับสิ้นปี 63 จากนโยบายเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อต่อเนื่องมากว่า 2 ปี แต่เนื่องจากไม่ได้ใช้สิทธิผ่อนปรนการจัดชั้นลูกหนี้ตามมาตรการผ่อนปรนชั่วคราวของสภาวิชาชีพบัญชีของประเทศไทย ทำให้สำรองลูกหนี้สูงกว่าผู้ประกอบการประเภทเดียวกันที่ใช้มาตรการผ่อนปรนชั่วคราวตั้งแต่ไตรมาส 2/63 ณ ไตรมาส 2/64 มีจำนวน 490.7 ล้านบาท ลูกหนี้ค้างชำระเกิน 3 เดือน 9.1% Coverage Ratio เท่ากับ 120.9% ซึ่งเปรียบเทียบกับ ณ สิ้นปี 63 ที่มีสำรองลูกหนี้ จำนวน 561.7 ล้านบาท ลูกหนี้ค้างชำระเกิน 3 เดือน 9.2% Coverage Ratio เท่ากับ 118.3%

ณ ไตรมาส 2/64 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 6,780.3 ล้านบาท ลดลง 7.8 % จาก 7,356.8 ล้านบาท เมื่อเทียบกับสิ้นปี 63 และมีหนี้สินรวม 1,392.0 ล้านบาท ลดลง 30.4% จาก 2,000.5 ล้านบาท เมื่อเทียบกับสิ้นปี 63

“จากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ทั่วโลก ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง ทำให้เศรษฐกิจในประเทศชะลอตัวต่อเนื่อง ส่งผลกระทบโดยตรงกับการบริโภคในประเทศ อีกทั้งหนี้ครัวเรือนปรับตัวสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง 90.5% ของ GDP ณ สิ้นไตรมาส 1/64 และยังมีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นอีก

ทั้งนี้จากสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่สามารถประเมินผลกระทบทั้งหมดที่จะเกิดจากสถานการณ์ดังกล่าว ได้อย่างชัดเจน และคาดว่าจะยังคงเผชิญอีกหลายปัจจัยเสี่ยง จึงส่งผลให้ TK คงนโยบายระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อและการควบคุมคุณภาพลูกหนี้อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อผลประกอบการของบริษัทในระยะกลางและระยะยาวต่อไป

ในขณะที่ยังมีเงินสดพร้อมที่จะสามารถนำไปใช้ในการซื้อกิจการ MFIL ในเมียนมา ตามที่ได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 23 เม.ย.63 ทันทีที่สามารถเข้าไปดำเนินกิจการได้ รวมถึงนำไปใช้ในการเร่งขยายพอร์ตลูกค้าในประเทศเมื่อสถานการณ์ปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นทันที

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 ส.ค. 64)

Tags: , , , ,
Back to Top