พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติค้างพิจารณาไปสมัยหน้า หลังองค์ประชุมสภาล่มรอบสอง

การประชุมรัฐสภาเมื่อวานนี้ (17 ก.ย.) ได้มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติ ซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ โดยมี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ ชี้แจงสาระสำคัญของกฎหมายว่า เป็นการมุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนานักเรียนทุกช่วงวัย ได้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ และพร้อมรับกับบริบทที่เปลี่ยนแปลง ทางสังคม สามารถนำองค์ควรรู้ในชั้นเรียนมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน พร้อมทั้งปรับวิธีการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ห้ามใช้วิธีการทดสอบที่เน้นเชิงวิชาการอย่างเดียว แต่ต้องมีวิธีการทดสอบแบบอื่นที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคนด้วย ปรับรูปแบบการเรียนการสอนเป็นแบบเชิงรุก เน้นให้นักเรียนเกิดการตั้งคำถามและหาคำตอบได้ด้วยตนเอง และปรับวิธีการบริหารงานสถานศึกษา กระจายอำนาจตัดสินใจให้โรงเรียน ลดภาระงานอื่นงานของครู ให้ครูมีหน้าที่สอนเป็นหลัก

ขณะที่มีสมาชิกรัฐสภาให้ความสนใจอภิปรายเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่สนับสนุนให้มีร่างกฎหมายดังกล่าวเพื่อเพิ่มศักยภาพของการศึกษาไทย และพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กให้เกิดประสิทธิภาพ โดยนายสงวน พงษ์มณี สมาชิกรัฐสภา เสนอให้มีการแก้ไขในมาตรา 20 ด้วยการกำหนดให้สถานศึกษาเป็นนิติบุคคล เพราะสามารถระบุได้ว่า ต้องการให้สถานศึกษาควรดำเนินการด้านใดบ้าง สิ่งใดไม่ควรกระทำ หากไม่ได้ระบุให้เป็นนิติบุคคลจะไม่สามารถทำงานได้ รวมถึงการจัดการโครงสร้างที่ยังไม่ชัดเจน เนื่องจากในกฎหมายบัญญัติไว้ให้เป็นเพียงระเบียบเท่านั้น เกรงว่าจะขัดกับกฎหมายหลัก หากระบุให้เป็นระเบียบจะต้องไปแก้ในกฎหมายการบริหารราชการแผ่นดิน อาจทำให้เกิดความยุ่งยากในการทำงานซึ่งการบัญญัติให้เป็น พ.ร.บ. ซึ่งจะเป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ดำเนินการ และจะเกิดการถ่วงดุลอำนาจในหลายๆด้าน อยากเห็นเอกภาพของการบริหารการศึกษา

ด้านนายตวง อันทะไชย สมาชิกรัฐสภา เห็นด้วยกับร่างกฎหมายดังกล่าว โดยเฉพาะการกระจายอำนาจไปยังโรงเรียนให้มีความเป็นอิสระมากขึ้น ทั้งการออกแบบวิชาการ การบริหารงานบุคคล การบริหารงานทั่วไป และบริหารงบประมาณ ทำให้มีโรงเรียนสามารถร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ ในการขับเคลื่อนการศึกษาได้ ซึ่งจะสอดคล้องกับการจัดการศึกษาในยุคนิวรอ์มอลที่เน้นให้ผู้เรียนมีทักษะวิชาการและวิชาชีพควบคู่กัน สามารถรับมือกับบริบทการเปลี่ยนแปลงของสังคมได้

สอดคล้องกับ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.จังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย เห็นว่า กฎหมายฉบับนี้มีหน้าที่โดยตรงในการจัดการเรียนการศึกษา แต่มั่นใจได้อย่างไรว่าเขียนกฎหมายมาเช่นนี้จะปฏิรูปการศึกษาได้ ที่สำคัญควรมุ่งเน้นที่ตัวบุคคล พัฒนาตามทักษะตามความถนัด รวมถึงวิชาชีพชั้นสูงต้องตอบโจทย์โดยตรง ไม่ควรเขียนเป็นเพียงถ้อยคำและวาทกรรม ดังนั้นควรระบุในรายละเอียดให้ชัดเจน ส่วนโครงสร้างของกฎหมายมีรายละเอียดมากเกินไปไม่เหมาะสมที่จะเป็นกฎหมายแม่บท ควรปรับให้เห็นความสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา พร้อมเสนอให้นำกฎหมายฉบับเดิมมาปรับปรุงในสิ่งที่เป็นประโยชน์ รวมทั้ง การกระจายอำนาจสู่สถานศึกษาต้องเป็นรูปธรรมและปฏิบัติได้จริง

ขณะที่ น.ส.ตรีนุช ได้กล่าวสรุปพร้อมขอขอบคุณสมาชิกรัฐสภาทุกคนที่เล็งเห็นความสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ อีกทั้งยังให้ข้อเสนอแนะและข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจะรับข้อเสนอแนะไปแก้ไข และฝากไปยังคณะกรรมาธิการนำข้อสังเกตไปพิจารณาปรับแก้ไขเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อคณะครู บุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งเด็กและเยาวชนที่มีความเกี่ยวข้องต่อร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ต่อไป

​หลังจากสมาชิกรัฐสภาได้อภิปรายอย่างกว้างขวางแล้ว นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ได้กดออดเรียกสมาชิกลงมติถึง 3 ครั้ง ปรากฏว่ามีสมาชิกเข้าร่วมประชุมบางตา มี ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลบางรายเสนอให้พักการประชุม 30 นาทีแล้วค่อยมาลงมติ ขณะที่ ส.ส.ฝ่ายค้านท้วงติงว่าร่าง พ.ร.บ.การศึกษาเป็นกฎหมายสำคัญเทียบเคียงกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งประธานรัฐสภาระบุว่าเนื่องจากเป็นการพิจารณากฎหมายถึงสองฉบับสมาชิกบางส่วนอาจจะเดินทางกลับบ้านไปแล้ว พร้อมจะหยิบยกปัญหาขึ้นหารือในสมัยประชุมหน้า

จากนั้นได้มีการนับองค์ประชุม ซึ่งมีสมาชิกรัฐสภาแสดงตนเพียง 365 คน ซึ่งไม่เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ 730 คน ประธานรัฐสภาจึงไม่ได้ให้ลงมติ แล้วให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรอ่านพระบรมราชโองการประกาศ พ.ร.ฎ.ปิดประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง พ.ศ.2564 ตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย.เป็นต้นไป ก่อนที่ประธานรัฐสภาจะแจ้งสมาชิกว่า เจอกันวันที่ 1 พ.ย.64 ซึ่งเท่ากับว่าจะไปลงมติสมัยประชุมหน้า และปิดประชุมไปเวลา 20:15 น.

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 ก.ย. 64)

Tags: , ,