ฝ่ายค้าน ยันไม่รับร่างพ.ร.บ.งบฯปี 65/พท.ห่วงเงินกู้ 7 แสนลบ.ทำหนี้พุ่ง

นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 วงเงิน 3.1 ล้านล้านบาท ที่รัฐบาลเสนอให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในช่วงปลายเดือน พ.ค.นี้ว่า จากการตรวจสอบการจัดทำงบประมาณดังกล่าวในเบื้องต้นแล้ว พรรคร่วมฝ่ายค้านมีความเห็นตรงกันว่าจะไม่รับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 65 เพราะจัดทำงบประมาณไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศ เป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้นว่าจัดทำงบประมาณก่อนที่จะเกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19ระลอกสาม เพราะในความเป็นจริงรัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องความมั่นคงทางทหารมากกว่าความมั่นคงทางสาธารณสุข

“ในสภาวะโรคระบาดเช่นนี้ รัฐบาลกลับเห็นการซื้ออาวุธจำเป็นมากกว่าการรักษาชีวิตคน ซึ่งพรรคการเมืองฝ่ายค้านเห็นตรงกันว่าจะลงมติไม่รับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 อย่างแน่นอน” นายวิสาร กล่าว

ส่วนกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.)เห็นชอบร่างพ.ร.ก.กู้เงิน วงเงินไม่เกิน 7 แสนล้านบาทนั้น นายวิสาร กล่าวว่า ตนเองในฐานะคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายเงินจากการกู้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลจะกู้เงินเพิ่มขึ้น เพราะเงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาทก่อนหน้านี้ที่อ้างว่าจะนำไปฟื้นฟูประเทศและช่วยเหลือผู้ประกอบการ ผลที่ออกมาคือการตรวจสอบการใช้เงินกู้ของรัฐบาลทำได้ยากมาก และการใช้เงินกู้ที่ผ่านมาไม่ช่วยให้ประเทศฟื้นตัว นอกจากนี้เกิดปัญหาคอร์รัปชั่น เงินกู้ส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้สร้างฐานการเมืองของรัฐบาล เปิดโอกาสให้นายทุนและเจ้าสัวเข้าถึงเงินกู้ ขณะที่ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กกลับเข้าไม่ถึงเงินกู้ดังกล่าว การมาขอกู้เพิ่มหวั่นใจว่ารัฐบาลจะนำเงินกู้ไปหาประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าช่วยเหลือประชาชนอย่างจริงใจ

ด้านนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรค พท. กล่าวว่า การกู้เงินเพิ่มอีกถึง 7 แสนล้านบาทจะยิ่งทำให้หนี้สาธารณะพุ่งทะลุเกิน 9 ล้านล้านบาท และหนี้จะทะลุเกิน 60% ของจีดีพี เพราะการเก็บรายได้ในปีนี้จะขาดมากกว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้สถานะทางการคลังของไทยย่ำแย่ลงไปอีก อีกทั้งในอนาคตรัฐบาลจะหาเงินจากไหนมาใช้หนี้

ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงปลายเดือย เม.ย. นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง ยืนยันว่า วงเงินกู้ 1 ล้านล้านบาทยังมีเงินเหลือ 3.8 แสนล้านบาท ซึ่งเพียงพอที่จะเยียวยาประชาชนครั้งนี้โดยไม่ต้องกู้เพิ่ม แต่แล้วกลับเสนอครม.กู้เพิ่มถึง 7 แสนล้านบาท ทำให้สงสัยถึงความโปร่งใส แถมยังเป็นการเสนอเป็นวาระจร เอกสารลับมาก แล้วยังเก็บเอกสารกลับทันที ไม่มีการแถลงข่าว ไม่มีรายละเอียด ทำให้ยิ่งน่าสงสัยมากยิ่งขึ้น

นายพิชัย กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ พิสูจน์แล้วว่าใช้เงินมากแต่หาเงินไม่เป็น การจัดเก็บรายได้พลาดเป้ามาทุกปี ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นตลอด และปัจจุบันการเก็บรายได้คิดเป็นแค่ 15% ของจีดีพีเท่านั้น ดังนั้นหนี้ของประเทศจะเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ แต่ประเทศไม่ได้พัฒนาเลย จริงอยู่แม้การช่วยเหลือประชาชนในยามลำบากเป็นเรื่องที่จำเป็นแต่ก็ควรจะตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป และไม่อยากให้เป็นช่องทางของการทุจริตคอร์รัปชั่น

“การที่รัฐบาลหาเงินไม่เป็นและเก็บรายได้ขาดมาตลอดทำให้รัฐบาลต้องลดงบประมาณลงในปี 2565 โดยลดลงถึง 1.85 แสนล้านบาท ซึ่งแสดงถึงความเสื่อมถอยของประเทศ แต่รัฐบาลกลับซิกแซกออก พ.ร.ก.กู้เงิน 7 แสนล้านบาทมาใช้แทน ซึ่งตรวจสอบยาก เปิดโอกาสให้มีการคอร์รัปชั่น อีกทั้งยังเพิ่มหนี้สาธารณะอย่างมาก” นายพิชีย กล่าว

การกู้เงิน 7 แสนล้านบาทมีรายละเอียดคร่าวๆ ว่าจะใช้เพื่อเยียวยาประชาชน 4 แสนล้านบาท เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม 2.7 แสนล้านบาท และเพื่อสาธารณสุข 3 หมื่นล้านบาท ดังนั้นถ้าจะเยียวยาเพิ่มถึง 4 แสนล้านบาท รวมกับเงินกู้ของเดิมที่มีอยู่อีก 3.8 แสนล้านบาท ตามที่ รมว.คลัง ยืนยันเอง เหตุใดรัฐบาลถึงไม่เยียวยาประชาชนให้เดือนละ 5,000 บาท 3 เดือน ตามที่คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยเสนอ ซึ่งสามารถทำได้และมีเงินเพียงพอ ดีกว่าจะไปแจกกระจายและไม่ตรงเป้าหมาย

“การจะใช้เงิน 2.7 แสนล้านบาทเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม อยากให้มีแผนงานที่ชัดเจน ไม่ใช่ใช้มั่วๆ เหมือนครั้งที่แล้ว และที่แปลกใจคือเหตุใดจึงมีค่าใช้จ่ายให้กับกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศถึง 367 ล้านบาทด้วย ซึ่งไม่สมเหตุสมผล ซ้ำซ้อนกับงบกลาโหมหรือไม่ …โดยถ้าจะกู้เงินเพิ่มอีกจำนวนมากก็ต้องสามารถบริหารได้ตามที่ประชาชนคาดหวัง” นายพิชัย กล่าว

อย่างไรก็ดี ก่อนที่รัฐบาลจะกู้เงิน 7 แสนล้านบาท พล.อ.ประยุทธ์ น่าจะต้องพิจารณาตัดงบประมาณค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นทั้งหมดออกไปก่อน ซึ่งจะทำให้ประหยัดการใช้จ่ายและลดการกู้เงินให้น้อยลงได้ โดยค่าใช้จ่ายใดที่ไม่ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ต้องตัดลงหมด เช่น งบความมั่นคง งบซื้ออาวุธ ค่าดูงานต่างประเทศ ลดเงินเดือน สว. ลดการเกณฑ์ทหาร เป็นต้น

นายพิชัย กล่าวว่า การใช้เงินชนเพดานจะทำให้รัฐบาลในอนาคตที่ต้องมารับงานต่อจากพล.อ.ประยุทธ์ จะไม่มีเงินเหลือที่จะฟื้นฟูประเทศได้ ซึ่งจะสร้างปัญหาให้กับประเทศไปอีกนาน

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 พ.ค. 64)

Tags: , , , , ,
Back to Top