KKP คาดโอมิครอนกระทบ GDP แค่ 0.06-0.12%หากไม่ยืดเยื้อ-ไม่ถึงขั้นปิดเมือง

KKP Research โดยเกียรตินาคินภัทร (KKP) คาดการณ์ผลกระทบการแพร่ระบาดโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนต่อเศรษฐกิจไทยน้อยกว่าการระบาดในรอบก่อนๆ โดยมีสาเหตุสำคัญ ได้แก่ แนวโน้มการระบาดที่รุนแรงแต่น่าจะจบเร็วขึ้น และมีโอกาสในการปิดเมืองลดลง ข้อมูลในต่างประเทศชี้ว่าสัดส่วนของการป่วยเข้าโรงพยาบาลที่เกิดจากโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน มีตัวเลขที่ต่ำลง ส่วนหนึ่งเกิดจากอัตราการฉีดวัคซีนโควิด -19 ที่เพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับการระบาดรอบก่อน KKP Research ประเมินว่าสำหรับประเทศไทยการระบาดของโควิดรอบปัจจุบันจะเกิดขึ้นอย่างรุนแรงและกว้างขวาง แต่น่าจะจบลงเร็วกว่ารอบก่อนๆ โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 1-2 เดือน

ขณะที่ภาครัฐมีความเข้าใจต้นทุนข้อจำกัดของมาตรการและเริ่มเปลี่ยนทิศทางจาก “การป้องกันไม่ให้มีโควิด” กลายเป็น “การอยู่ร่วมกับโควิด” มากขึ้น ระยะหลังเห็นชัดเจนว่าหลายประเทศเริ่มใช้นโยบายเร่งฉีดวัคซีนและไม่ออกมาตรการปิดเมืองที่รุนแรงเพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นนโยบายของไทยในช่วงที่ผ่านมาเช่นกัน และประชาชนเหนื่อยล้ากับการปิดเมืองเป็นเวลานาน (Lockdown Fatigue) โดยการได้รับวัคซีนทำให้ประชาชนมีความกังวลลดลง และเริ่มกลับไปใช้ชีวิตในรูปแบบปกติมากขึ้น

ด้านผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยในกรณีฐานการระบาดของโควิด-19 โอไมครอน แม้ว่าจะทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงักจากความระมัดระวังของผู้บริโภค และข้อจำกัดจากภาครัฐที่อาจจะมีมากขึ้น แต่จะไม่นำไปสู่การปิดเมืองแบบรุนแรงเหมือนการระบาดในรอบก่อน โดยหากการบริโภคและการลงทุนลดลงพร้อมกัน 1-2% ในระยะเวลา 1 เดือน (เทียบกับรอบก่อนที่ 2-5%) จะกระทบตัวเลข GDP ทั้งปีประมาณ 0.06-0.12% เท่านั้นซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำ

หากการระบาดที่มีแนวโน้มจะสามารถจบลงได้เร็ว เช่นเดียวกับในประเทศแอฟริกาใต้ อาจจะทำให้การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวชะลอออกไป แต่น่าจะกลับมาเร่งตัวขึ้นเมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ และไม่กระทบต่อตัวเลขประมาณการทั้งปีไม่มากนัก โดยคาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวต่างประเทศในปี 65 จะกลับเข้ามาได้ประมาณ 5.8 ล้านคนในช่วงครึ่งหลังของปี และผลจากการระงับโครงการ Test&Go จะไม่ส่งผลอย่างมีนัยยะสำคัญต่อการประมาณการณ์ตัวเลขนักท่องเที่ยวทั้งปี หากสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติได้เร็ว ซึ่งปัจจุบัน ศบค. มีมติให้มีการกลับมาเปิดรับนักท่องเที่ยวผ่านโครงการ Test&Go อีกครั้งในเดือนก.พ. 65

โดยในภาพรวม KKP Research จึงประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 65 จะเติบโตได้ที่ระดับ 3.9% ซึ่งถือว่าไม่สูงมากเมื่อเทียบกับการหดตัวในปี 63 ที่ 6.1% และปี 64 ที่คาดว่าจะฟื้นตัวกลับมาเพียง 0.9% โดยมีการบริโภคและการท่องเที่ยวเป็นสองปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย แต่เศรษฐกิจไทยยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับก่อนเกิดวิกฤตโควิดไปตลอดทั้งปี และยังต้องจับตาความเสี่ยงหากสถานการณ์ระบาดยืดเยื้อหรือมีการระบาดรอบใหม่ในช่วงครึ่งหลังของปี 65

แม้ความความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครจะต่ำแต่การระบาดที่เกิดได้ง่ายขึ้นอาจสร้างแรงกดดันต่อระบบสาธารณสุขได้ในระยะสั้น และนโยบายภาครัฐในการบริหารจัดการระบบสาธารณสุขจะส่งผลสำคัญต่อผลกระทบของการระบาด เช่น หากมีนโยบายให้คนติดเชื้อที่ความเสี่ยงต่ำต้องรักษาในโรงพยาบาล อาจทำให้ระบบสาธารณสุขถึงขีดจำกัดเร็วกว่าที่ควรจะเป็นและมีคนสูงอายุที่ไม่สามารถเข้ารับการรักษาได้เป็นจำนวนมาก ดังนั้น ในกรณีเลวร้ายที่การระบาดนำไปสู่การปิดเมือง จะสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหนัก ดังต่อไปนี้

1. การบริโภคในประเทศมีแนวโน้มชะลอตัวลงอีก และจะส่งผลสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยกลุ่มธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบหนัก คือ ที่พักและอาหาร การขนส่ง และการค้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดและผลต่อเนื่องต่อการจ้างงานที่จะมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นกว่าเดิม

2.หากนักท่องเที่ยวไม่สามารถกลับมาเลยในปีนี้ คาดการณ์ว่า GDP สำหรับปี 65 จะเติบโตได้น้อยกว่า 2% เมื่อเทียบกับปีก่อน ต่ำกว่าตัวเลขการคาดการณ์ในปัจจุบันอย่างมีนัยยะสำคัญ

3. แรงกดดันต่อค่าเงินบาทในทิศทางอ่อนค่าจะรุนแรงขึ้นมาก จากดุลบัญชีเดินสะพัดที่ยังขาดดุลประกอบกับทิศทางนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักที่เริ่มตึงตัวมากขึ้น

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 ม.ค. 65)

Tags: , , ,
Back to Top