SCGP คาดยอดขาย Q2/66 โตต่อเนื่องรับดีมานด์พุ่ง จ่อปิดดีล M&P เพิ่ม 2 รายปีนี้

นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP) เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่ายอดขายไตรมาส 2/66 จะเติบโตได้มากกว่าไตรมาส 1/66 เป็นไปตามภาพรวมตลาดบรรจุภัณฑ์ที่มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะความต้องการภายในประเทศ หลังจากเศรษฐกิจและธุรกิจบริการกลับมาฟื้นตัวได้ดี รวมถึงราคาวัตถุดิบเริ่มกลับเข้าสู่ระดับปกติและมีแนวโน้มทรงตัว ส่วนราคาพลังงานและค่าระวางเรือขนส่งมีแนวโน้มลดลง ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อการบริหารจัดการต้นทุน

SCGP มุ่งรักษาการเติบโตอย่างมีคุณภาพต่อเนื่องด้วยการเดินหน้าตามกลยุทธ์การขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค โดยล่าสุด เตรียมเข้าลงทุนใน Starprint Vietnam JSC (SPV) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กล่องกระดาษแข็งแบบพับได้ (Offset folding carton) ที่มีชื่อเสียงในเวียดนาม

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติเห็นชอบโครงการลงทุนเข้าซื้อหุ้นสามัญของ SPV ในสัดส่วน 70% โดยมีมูลค่ากิจการรวมไม่เกิน 1,050 พันล้านดอง หรือประมาณ 1,534 ล้านบาท ซึ่งโครงการควบรวมกิจการ (M&P) นี้จะดำเนินการผ่านความร่วมมือกับ บมจ.สตาร์เฟล็กซ์ (Starflex) บริษัทผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัว (Flexible Packaging) ที่มีฐานการผลิตหลักในประเทศไทย ซึ่งจะลงทุน 25% ใน SPV พร้อมกัน

อย่างไรก็ตาม ธุรกรรมข้างต้นอยู่ระหว่างการดำเนินการ คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในไตรมาส 3/66 ทั้งนี้บริษัทจะเปิดเผยขนาดของรายการและโครงสร้างการถือหุ้นตามหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ต่อไป

SPV มีการผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษพรีเมียมคุณภาพสูง ได้แก่ บรรจุภัณฑ์กล่องกระดาษแข็งแบบพับได้ (Offset folding carton) กล่องบรรจุภัณฑ์คงรูปคุณภาพสูง (Rigid boxes) และบรรจุภัณฑ์ที่เน้นความสวยงาม มีฐานลูกค้าหลักในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และเป็นที่ยอมรับจากบริษัทชั้นนำระดับโลก กำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์ขึ้นรูปแบบพิมพ์ออฟเซ็ท 16,500 ตันต่อปี และบรรจุภัณฑ์กระดาษแบบคงรูป 8 ล้านชิ้นต่อปี มีฐานการผลิต 2 แห่งในนิคมอุตสาหกรรม ลองบินห์ (อมตะ) ในจังหวัดด่งนาย (Dong Nai) ทางตอนใต้ของเวียดนาม ในปี 65 SPV มีรายได้ประมาณ 1,013 พันล้านดอง (ประมาณ 1,480 ล้านบาท) มีกำไรสุทธิหลังหักภาษี 92.5 พันล้านดอง (ประมาณ 135 ล้านบาท) และมีสินทรัพย์ 440 พันล้านดอง (ประมาณ 643 ล้านบาท)

นายวิชาญ กล่าวว่า บริษัทยังมองหาการทำ M&P ต่อเนื่อง ตามเป้าหมายที่วางไว้ราว 2-3 ดีล ซึ่งคาดว่าภายในปีนี้จะปิดดีลได้อีก 2 ราย โดยบริษัทได้จัดเตรียมงบลงทุนปีนี้ไว้ที่ 18,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 9,000 ล้านบาทใช้ในการ M&P และที่เหลือใช้ในการปรับปรุงทั่วไป รวมถึงขยายกำลังการผลิต 4 โครงการและงานด้านนวัตกรรม

SCGP ได้ทุ่มเทการพัฒนานวัตกรรมและโซลูชันเพื่อตอบโจทย์เมกะเทรนด์และไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค ล่าสุดได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือ (Joint Development Agreement หรือ JDA) กับ Origin Materials ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจากสหรัฐอเมริกา เพื่อร่วมกันพัฒนา “Bio-based Plastic จากชิ้นไม้ยูคาลิปตัสสับ” ซึ่งเป็นนวัตกรรมระดับโลกในการนำชิ้นไม้ยูคาลิปตัสสับ มาผ่านกระบวนการแปรรูปด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง จนได้ Bio-PTA เพื่อนำไปผลิตเป็น Bio-PET ในการผลิตบรรจุภัณฑ์และสินค้าต่าง ๆ อาทิ บรรจุภัณฑ์เครื่องดื่ม บรรจุภัณฑ์อาหาร สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม และรองรับการใช้ Bio-PET ในหลากหลายอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้วัตถุดิบยั่งยืน และสามารถนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน SCGP ยังคงมุ่งขับเคลื่อนธุรกิจตามแนวคิด ESG 4 Plus อย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทฯ เป็นที่ยอมรับและได้รับการประเมินความยั่งยืนในระดับ Gold Class ผลการประเมินอยู่ในกลุ่มคะแนนสูงสุด 1% แรก (Top 1%) ในกลุ่มอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์จาก S&P Global Corporate Sustainability Assessment (CSA) และเป็น Industry Mover หรือบริษัทจดทะเบียนที่มีพัฒนาการโดดเด่นและทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงบนรากฐานของความยั่งยืน

สำหรับต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้นในขณะนี้นั้น นายวิชาญ ยืนยันว่า ส่งผลกระทบต่อบริษัทน้อยมาก เนื่องจากบริษัทมีการผลิตไฟฟ้าใช้เอง คิดเป็นสัดส่วนราว 75% และมีการซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าฯ ราว 25%

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 เม.ย. 66)

Tags: , , ,
Back to Top