K มั่นใจปีนี้เทิร์นอะราวด์ จ่อทยอยรับรู้รายได้งาน Interiors ในเลานจ์สนามบินสุวรรณภูมิ-ศูนย์การค้า Q2/66

นายวงศกร พิเศษสิทธิ์ บมจ.คิงส์เมน ซี.เอ็ม.ที.ไอ.(K) กล่าวว่า บริษัทฯ มั่นใจปีนี้กลับมาเทิร์นอะราวด์ หลังได้มีการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 65 ที่ผ่านมา ซึ่งจากการประเมินมองว่าแผนการปรับโครงสร้างดังกล่าวจะค่อยๆสะท้อนถึงผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในทิศทางที่ดีขึ้น เนื่องจากบริษัทฯ หันมามุ่งเน้นรับงานธุรกิจจัดงานแสดงสินค้า และกิจกรรมทางการตลาดมากขึ้น ขณะที่งานธุรกิจก่อสร้างตกแต่งภายใน จะเน้นรับงานที่มีขนาดเล็กลง เพื่อให้สามารถบริหารจัดการได้ทั่วถึง ส่งมอบงานได้รวดเร็ว ทำให้หมุนรอบการรับงานได้เร็วขึ้น ที่สำคัญสร้างมาร์จิ้นที่ดีให้กับบริษัทฯ

ล่าสุดบริษัทฯ ได้รับงานใหม่ จากกลุ่มบริษัท มิราเคิล ซึ่งเป็นงานตกแต่งภายใน (Interiors) เลานจ์ ในสนามบินสุวรรณภูมิ ภายในโครงการอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (Satellite 1 : SAT-1) มูลค่า 65 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 5 เดือน (พ.ค.-ก.ย.นี้) ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.66 และจะเริ่มรับรู้รายได้เข้ามาทันทีในไตรมาส 2/66 นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้รับงาน Interiors ร้านค้าขนาดกลาง ภายในศูนย์การค้าเข้ามา 2 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 20 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยส่งมอบงานและรับรู้รายได้ในช่วงไตรมาส 2-3/66 นี้ ส่งผลให้ในไตรมาส 2/66 บริษัทฯ จะเริ่มรับรู้รายได้จากกลุ่มงาน Interiors เข้ามาเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างโดดเด่น

ขณะเดียวกันในช่วงเดือนก.ย.นี้ บริษัทฯ ได้รับงานตกแต่งภายในของโรงแรมแห่งหนึ่ง มูลค่ากว่า 42 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะทยอยรับรู้รายได้เข้ามาในปีนี้ ประมาณ 16 ล้านบาท ส่วนรายได้ที่เหลือจะรับรู้ต่อเนื่องในปี 67 ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทฯ มี Backlog อยู่กว่า 560 ล้านบาท และในช่วงที่เหลือของปีนี้ยังมีโอกาสที่จะงานใหม่ๆ อีกไม่ต่ำกว่า 290 ล้านบาทอย่างแน่นอน ทำให้บริษัทฯ เชื่อมั่นว่า ในปี 66 “K” จะกลับมาเทิร์นอะราวด์ตามแผนที่วางไว้อย่างแน่นอน

ส่วนผลประกอบการงวดไตรมาส 1/66 บริษัทฯ มีรายได้จากการให้บริการ 192.5 ล้านบาท คิดเป็นการลดลง 6.5% (y-y) สาเหตุหลักมาจากสายธุรกิจงานตกแต่งภายในรับงานลดลงแต่เพิ่มรับงานในสายธุรกิจจัดงานแสดงสินค้าและกิจกรรมทางการตลาดมากขึ้น เพราะสามารถบริหารให้มีกำไรได้เป็นที่น่าพอใจ และสามารถบริหารต้นทุนการให้บริการลดลงมาอยู่ที่ระดับ 163.11 ล้านบาท คิดเป็นการลดลง 14.5% (y-y) ส่งผลให้มีกำไรขั้นต้น 29.48 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 92.4% (y-y) เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ซึ่งกำไรส่วนใหญ่มาจากงานงานแสดงสินค้าและงานกิจกรรมทางการตลาดที่เริ่มฟื้นตัวอย่างชัดเจน

จากปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ไตรมาส 1/66 บริษัทฯ มีผลกำไรจากการดำเนินงานก่อนภาษี 6.46 ล้านบาท แต่เมื่อหักค่าใช้จ่ายภาษี 11.77 ล้านบาท (ซึ่งเกิดจากการปรับปรุงรายการสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี) ทำให้เกิดขาดทุนสุทธิ 5.30 ล้านบาท (เป็นของเฉพาะกิจการ 5.18 ล้านบาท ส่วนบริษัทย่อย 0.12 ล้านบาท) ขณะที่บริษัทย่อยทั้งเมียนมาร์และกัมพูชายังคงหยุดการดำเนินงาน เนื่องจากสถานการณ์ต่างๆ ยังไม่แน่นอนทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ โดยคณะผู้บริหารมีมติให้ปิดบริษัทย่อยทั้ง 2 ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการจดเลิกกิจการ

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 พ.ค. 66)

Tags: , , , , ,
Back to Top