ทนาย ยื่นร้องกระบวนการเลือก สว.ขัดรัฐธรรมนูญ เหตุไร้มาตรการสกัดฮั้ว

นายธีรยุทธ สุวรรณเกสร ทนายความอิสระ เข้ายื่นเรื่องร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ผ่านนายปิยะ ลือเดชกุล ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบเรื่องร้องเรียน เพื่อขอให้พิจารณาเสนอเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยกรณี พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 40, 41 และมาตรา 42 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 หรือไม่

โดยเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญมาตรา 107 ที่บัญญัติว่า “มาตรการอื่นใดที่จำเป็นเพื่อให้การเลือกกันเองเป็นไปโดยสุจริต และเที่ยงธรรม” ต้องบัญญัติมาตรการเพื่อป้องกันผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) มีการสมยอมกันในการเลือกกันเอง โดยไม่เลือกตนเอง ต้องสันนิษฐานว่ามีการสมยอมกันในการเลือก และถือว่าการเลือกไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม จึงบัญญัติไว้ใน พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 94 ( 7) มาตรา 95 (7) และมาตรา 96 (4)

แต่ปรากฏว่ามาตรา 40 (1)(8) การเลือกกันเองระดับอำเภอ, มาตรา41 (1)-(8) การเลือกกันเองระดับจังหวัด และมาตรา 42 (1) ถึง (6) การเลือกกันเองระดับประเทศ กลับไม่มีบทบัญญัติที่กำหนดมาตรการเพื่อป้องกันผู้สมัครรับเลือก สว.มีการสมยอมกันในการเลือกกันเอง โดยไม่เลือกกันเอง ต้องสันนิษฐานว่ามีการสมยอม และถือว่าการเลือกไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม จึงเป็นการบัญญัติที่อาจทำให้การเลือก สว.เฉพาะในขั้นตอนผู้สมัครเลือกกันเอง ไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม มีผลให้บทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวตราขึ้นโดยขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 107

นายธีรยุทธ กล่าวว่า ได้เร่งทำคำร้องขึ้น เพื่อหวังเป็นกระบวนการป้องกันความเสียหายต่อประเทศ โดยเฉพาะงบประมาณที่ต้องสูญเสียไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็น เมื่อมีข้อบกพร่องหรือได้บัญญัติไว้อาจเข้าข่ายขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ การป้องกันเสียก่อนจะป้องกันบ้านเมืองไว้ได้ หากขยับไปอีกสักนิดเพื่อรอคำวินิจฉัยก็คงจะดี

การยื่นเรื่องดังกล่าว ไม่ได้มุ่งหวังที่จะยื้อการทำหน้าที่ของ สว.ชุดเดิมออกไป แต่เนื่องจากรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่าประชาชนหรือปวงชนชาวไทยมีสิทธิ์ร้องเรียนเมื่อพบความไม่ชอบธรรม และมีอำนาจอย่างเต็มที่ในการเสนอเรื่องต่อหน่วยงานรัฐ ทุกหน่วยงาน และหน่วยงานรัฐจำเป็นที่จะต้องฟังเสียงสะท้อนปัญหา ซึ่งตนเป็นเพียงคนหนึ่งที่เสนอความเห็น ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงควรวินิจฉัย

ส่วนกระแสข่าว สว.จะยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่ออยู่ต่อไป ก็เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญว่าเห็นควรจะดำเนินการเลือกไปพลางก่อน หรือจะชะลอไว้ หากคำร้องของตนมีความน่าเชื่อถือเพียงพอ และมีความน่าจะเป็นได้ว่าบทบัญญัติ มาตรา 40, 41 และ 42 ไม่ได้กำหนดมาตรการในการป้องกันการสมยอมกันไว้จริง ก็ควรที่จะแก้ไขกฎหมายเสียก่อน ซึ่งการแก้ไขกฎหมายก็จะต้องเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่วมกัน เพราะการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ สว.ก็อยู่ด้วย หากจะต้องแก้ไขเพิ่มเติม หรือตัดทอน สว.ก็ควรต้องอยู่ ตนจึงไม่ได้คิดว่าจะมาช่วยให้ สว.ได้อยู่ทำงานต่อหรือไม่ เพราะกฎหมายกำหนดไว้ว่าตราบใดที่ยังไม่มี สว.ชุดใหม่เข้ามารับหน้าที่ ชุดเดิมก็คงต้องยังทำงานอยู่

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 เม.ย. 67)

Tags: , , , , ,
Back to Top