คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ตัวเก็งประธานเฟด หนุนปรับลดดอกเบี้ยเดือนก.ย.

คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ สมาชิกคณะผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้ออกมาเรียกร้องอีกครั้งให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยกล่าวว่าเขาจะสนับสนุนการลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนก.ย. และคาดว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้ยลงอีกในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า

ทั้งนี้ วอลเลอร์เป็นหนึ่งในผู้ที่ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟด แทนเจอโรม พาวเวล ซึ่งจะครบวาระในปีหน้า นอกจากนี้ วอลเลอร์ยังเป็นหนึ่งในสองกรรมการเฟดที่โหวตสนับสนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเมื่อวันที่ 30 ก.ค. แต่ท้ายที่สุดคณะกรรมการเฟดมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันดังกล่าว

วอลเลอร์กล่าวในงานเสวนาซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมเศรษฐกิจแห่งไมอามี (Economic Club of Miami) ในวันพฤหัสบดี (28 ส.ค.) ว่า “เมื่อพิจารณาจากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่อยู่ใกล้ระดับ 2% ตลอดจนการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะยาวในตลาดซึ่งอยู่ในระดับคงที่ และโอกาสที่ตลาดแรงงานจะอ่อนแอลงอย่างมากนั้น การบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมย่อมหมายถึงการที่คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ควรปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในตอนนี้”

วอลเลอร์กล่าวว่า แม้เขายังไม่เห็นความจำเป็นที่เฟดจะต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยขนานใหญ่ในการประชุมวันที่ 16-17 ก.ย. แต่เขามองว่าการตัดสินใจดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงได้ หากตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนส.ค. ซึ่งจะมีการรายงานในสัปดาห์หน้า ชี้ให้เห็นถึงภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญ และอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับที่ควบคุมได้

“ในขณะที่ผมยืนอยู่ที่นี่ในวันนี้ ผมคาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในอีก 3-6 เดือนข้างหน้า และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะขึ้นอยู่กับข้อมูลที่เข้ามา” วอลเลอร์กล่าว

ถ้อยแถลงดังกล่าวถือเป็นการแสดงความเห็นครั้งแรกของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟด นับตั้งแต่ปธน.ทรัมป์พยายามจะปลดลิซา คุก ออกจากตำแหน่งสมาชิกคณะผู้ว่าการเฟดเมื่อต้นสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ดี วอลเลอร์ไม่ได้กล่าวถึงกรณีของคุกในงานเสวนาครั้งนี้ และเมื่อผู้สื่อข่าวถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขากล่าวว่า “ผมไม่มีความเห็นใด ๆ ในเรื่องนี้ ตอนนี้เรื่องอยู่ในมือของทนายความในชั้นศาล ไม่ใช่เรื่องของเจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายธรรมดา ๆ อย่างผม”

ทั้งนี้ ความพยายามที่จะปลดคุกออกจากตำแหน่งสะท้อนให้เห็นว่า ปธน.ทรัมป์ได้ยกระดับการกดดันให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงสู่ระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในขณะเดียวกันก็นำไปสู่การต่อสู้ทางกฎหมายครั้งประวัติศาสตร์ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลางและเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ส.ค. 68)