น้ำมัน WTI ปิดลบ 53 เซนต์ และปิดปี 2568 ร่วงเกือบ 20% กังวลอุปทานล้นตลาด

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลบในวันพุธ (31 ธ.ค.) และร่วงลงเกือบ 20% ตลอดทั้งปี 2568 ท่ามกลางการคาดการณ์เกี่ยวกับภาวะอุปทานล้นตลาดในปีที่เผชิญทั้งสงคราม การขึ้นภาษี การเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกพลัส และมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย อิหร่าน และเวเนซุเอลา

ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนก.พ. ลดลง 53 เซนต์ หรือ 0.91% ปิดที่ 57.42 ดอลลาร์/บาร์เรล

ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนมี.ค. ลดลง 48 เซนต์ หรือ 0.78% ปิดที่ 60.85 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ร่วงลงราว 19% ในปี 2568 ซึ่งถือเป็นการลดลงรายปีเป็นเปอร์เซ็นต์มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563 และเป็นการปรับลดลงติดต่อกันเป็นปีที่ 3 ซึ่งยาวนานที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่น้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ ร่วงลงเกือบ 20% ตลอดทั้งปี 2568

นักวิเคราะห์สินค้าโภคภัณฑ์จาก BNP Paribas คาดว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์จะลดลงสู่ระดับ 55 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในไตรมาสแรก ก่อนฟื้นกลับมาอยู่ที่ราว 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงที่เหลือของปี 2569 เนื่องจากการเติบโตของอุปทานเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ ขณะที่อุปสงค์ทรงตัว

ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงาน (EIA) ของสหรัฐฯ ระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ ลดลงในสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่สต็อกน้ำมันกลั่นและน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นมากกว่าคาด

EIA ระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบลดลง 1.9 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 422.9 ล้านบาร์เรล ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 26 ธ.ค. ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 867,000 บาร์เรล

สต็อกน้ำมันเบนซินของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 5.8 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 234.3 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่ตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.9 ล้านบาร์เรล ขณะที่สต็อกน้ำมันกลั่น รวมถึงดีเซลและน้ำมันทำความร้อน เพิ่มขึ้น 5 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 123.7 ล้านบาร์เรล สูงกว่าคาดการณ์ที่ 2.2 ล้านบาร์เรล

ข้อมูลล่าสุดจาก EIA ระบุว่า การผลิตน้ำมันของสหรัฐฯ ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือน ต.ค.

ตลาดน้ำมันเริ่มต้นปี 2568 อย่างแข็งแกร่ง หลังอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน สิ้นสุดวาระด้วยการออกมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียที่เข้มงวดขึ้น ส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันไปยังผู้ซื้อรายใหญ่ เช่น จีนและอินเดีย

ผลกระทบจากสงครามในยูเครนต่อภาคพลังงานทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อโดรนของยูเครนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของรัสเซีย และกระทบต่อการส่งออกน้ำมันของคาซัคสถาน

ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอลเป็นเวลา 12 วันในเดือนมิ.ย. เพิ่มความเสี่ยงด้านอุปทาน จากการรบกวนการขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักของการขนส่งน้ำมันทางทะเลทั่วโลก และทำให้ราคาน้ำมันผันผวน

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโอเปกอย่างซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เผชิญวิกฤตความตึงเครียดเกี่ยวกับเยเมน ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ มีคำสั่งปิดล้อมการส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลา และขู่จะดำเนินการโจมตีอิหร่านเพิ่มเติม

อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันเริ่มอ่อนตัวลง หลังโอเปกพลัสเร่งเพิ่มกำลังการผลิตในปีนี้ และความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่กดดันการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและอุปสงค์เชื้อเพลิง

โอเปกพลัสซึ่งประกอบด้วยประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร ตัดสินใจชะลอการเพิ่มกำลังการผลิตในไตรมาสแรกของปี 2569 หลังจากปล่อยน้ำมันเข้าสู่ตลาดแล้วราว 2.9 ล้านบาร์เรลต่อวันตั้งแต่เดือนเม.ย. โดยการประชุมครั้งถัดไปของโอเปกพลัสมีกำหนดในวันที่ 4 ม.ค.

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า อุปทานน้ำมันในปีหน้าจะสูงกว่าอุปสงค์ โดยการประเมินอุปทานส่วนเกินแตกต่างกันตั้งแต่ 3.84 ล้านบาร์เรลต่อวันจากสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ไปจนถึง 2 ล้านบาร์เรลต่อวันจากโกลด์แมน แซคส์

นักวิเคราะห์จาก Morgan Stanley ระบุว่า หากราคาน้ำมันปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ก็อาจเห็นโอเปกพลัสลดกำลังการผลิต แต่ราคาน่าจะต้องลดลงอีกมากจากระดับปัจจุบัน โดยอาจลงไปแถวระดับต่ำกว่า 50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 ม.ค. 69)