
ราคาทองแดงพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เหนือระดับ 13,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันเมื่อวานนี้ (5 ม.ค.) จากความกังวลเรื่องภาวะขาดแคลนอุปทานทั่วโลก และกระแสความไม่แน่นอนในเวเนซุเอลาที่อาจเร่งการแข่งขันเพื่อแย่งชิงแร่ธาตุสำคัญเชิงยุทธศาสตร์
แรงหนุนสำคัญมาจากการคาดการณ์ว่า อุปสงค์ทองแดงจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งตามการขยายตัวของศูนย์ข้อมูลสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ส่งผลให้ราคาทองแดงซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตสายไฟฟ้า พุ่งขึ้นถึง 40% ในปีที่ผ่านมา
นักวิเคราะห์จากเอสพี แองเจิล (SP Angel) ระบุว่า ราคาทองแดงจำเป็นต้องปรับตัวสูงขึ้นอีก เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการเหมืองแร่ลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตใหม่ เนื่องจากเหมืองจำนวนมากถูกใช้งานในระดับเท่ากับหรือสูงกว่าความสามารถที่ออกแบบไว้มาเป็นเวลานาน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหายที่รุนแรง เช่น เหตุการณ์ดินโคลนถล่มที่เหมืองกราสเบิร์ก (Grasberg) ในอินโดนีเซีย
แม้เวเนซุเอลาไม่ใช่ผู้ผลิตทองแดงบริสุทธิ์รายสำคัญของโลก แต่การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เข้าควบคุมเวเนซุเอลาเป็นการชั่วคราว หลังจากสหรัฐฯ จับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ได้สะท้อนความเปราะบางด้านความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญในภาพรวม
ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของคองคอร์ด รีซอร์สเซส (Concord Resources) ระบุว่า โลหะหลายชนิดรวมถึงทองแดงกำลังปรับตัวขึ้นตามกระแสความสำคัญของแร่ธาตุเชิงยุทธศาสตร์ และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานในระเบียบโลกใหม่ ซึ่งยิ่งชัดเจนขึ้นจากเหตุการณ์ล่าสุดในเวเนซุเอลา
ขณะเดียวกัน เหตุหยุดชะงักในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ เช่น อุบัติเหตุที่เหมืองกราสเบิร์กของฟรีพอร์ต-แมคโมแรน (Freeport-McMoRan) ในอินโดนีเซียเมื่อเดือนก.ย. 2568 และการนัดหยุดงานที่เหมืองทองแดงและทองคำมันโตแวร์เด (Mantoverde) ของแคปสโตน คอปเปอร์ (Capstone Copper) ทางตอนเหนือของชิลี ยิ่งตอกย้ำความเสี่ยงด้านอุปทานที่ตึงตัว
นักวิเคราะห์ของซิตี้ (Citi) ประเมินว่า การผลิตทองแดงบริสุทธิ์ทั่วโลกในปี 2568 จะอยู่ที่ราว 26.9 ล้านตัน ซึ่งหมายถึงภาวะขาดแคลนอุปทานประมาณ 308,000 ตัน
ทั้งนี้ แม้การลงทุนในโครงการเหมืองทองแดงใหม่จะมีความจำเป็นต่อการรองรับอุปสงค์ในอนาคต แต่จะไม่เกิดขึ้นหากราคาทองแดงไม่ปรับตัวสูงขึ้นมากพอ โดยประเมินว่าราคาคุ้มทุนสำหรับการพัฒนาเหมืองทองแดงยุคใหม่มีแนวโน้มสูงกว่า 13,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 ม.ค. 69)





