
จากกรณีที่สหภาพยุโรป (EU) ประกาศเก็บภาษีสินค้านำเข้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง (Fee Carbon) มีผลบังคับใช้จริงวันที่ 1 มกราคม 2569 ครอบคลุม 6 กลุ่มสินค้า ได้แก่ ซีเมนต์ เหล็ก/เหล็กกล้า อะลูมิเนียม ไฟฟ้า ไฮโดรเจน และปุ๋ย
น.ส.กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ หัวหน้ากลุ่มงานวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) กล่าวว่า การเรียกเก็บ Fee Carbon หากผู้นำเข้าสินค้าที่มีคาร์บอนสูงกว่าเกณฑ์ค่าเฉลี่ยที่กำหนด หรือ Benchmark Value ผู้นำเข้าจะต้องซื้อใบอนุญาต Carbon Certificate เท่ากับปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกินค่าเฉลี่ย โดยราคา Carbon Certificate เฉลี่ยอยู่ที่ 60-100 ยูโรต่อตันคาร์บอน ถือเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี บางประเทศที่ทำลักษณะแบบนี้ ผู้ส่งออกสินค้ามีการจ่าย Carbon Price อยู่แล้ว ก็สามารถนำมาหักลดได้
“หลังมีการประกาศใช้ CBAM จะทำให้ผู้นำเข้าฝั่ง EU จะเลือกซื้อสินค้าที่มี Carbon น้อยกว่า เพราะผู้นำเข้าจะต้องเป็นผู้จ่ายเงินซื้อ Carbon Certificate ดังนั้น หากไทยไม่ปรับตัว จะทำให้เราสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และสูญเสียตลาดการส่งออกได้เช่นกัน”
ดังนั้น สถาบันวิจัย PIER จึงได้ทำการศึกษา “มาตรการ CBAM กระทบผู้ส่งออกไทยมากน้อยเพียงไร? และผู้ส่งออกไทยควรเตรียมพร้อมอย่างไรเพื่อรับมือกับผลกระทบจากมาตรการ CBAM?” โดยใช้ฐานข้อมูลใบขนสินค้าขาออกของกรมศุลกากรในช่วงปี 2559–2567 เป็ยรายธุรกรรม (Transaction) ครอบคลุมข้อมูลจำนวน 52,394 รายการ และฐานข้อมูลงบการเงินรายบริษัท Corporate Profile and Financial Statement (CPFS) ของกระทรวงพาณิชย์
ทั้งนี้ หากวัดจากสัดส่วน Exposure ของไทยต่อมาตรการ CBAM จะพบว่ามูลค่าการส่งออกไม่สูงมาก และจำนวนบริษัทที่เข้าข่าย CBAM จะเรียกว่า “Treated Firms” ใน 3 สินค้าหลัก ได้แก่ ซีเมนต์ เหล็ก/เหล็กกล้า อะลูมิเนียม แบ่งขนาดบริษัทตามขนาดสินทรัพย์ พบว่า บริษัทรายใหญ่ในกลุ่มสินค้าเหล็ก 452 แห่ง รายเล็ก 230 แห่ง โดยมูลค่าของบริษัทรายใหญ่มากกว่ารายเล็ก
อย่างไรก็ดี แม้ว่าสัดส่วนจำนวนบริษัทและมูลค่าการส่งออกของไทยไป EU ไม่สูงมาก แต่ควรมองในระยะยาว ขณะเดียวกัน มีความกังวลใน 2 เรื่อง คือ
1.หากเจาะผู้ส่งออกของไทยตามโปรไฟล์รายเล็กและรายใหญ่ จะเห็นว่ารายใหญ่มีการปรับตัว และศึกษาคาร์บอนที่แฝงไว้ในสินค้า และเริ่มลดก๊าซเรือนกระจก เมื่อเทียบกับรายเล็ก ที่จะสามารถปรับตัวได้หรือไม่
2.เบื้องต้นแม้ว่าจะครอบคลุมเพียง 6 สินค้า แต่ระหว่างทางอาจจะขยายสินค้าเพิ่มเติม รวมถึงประเทศอื่น ๆ อาจจะนำมาตรการเหล่านี้มาใช้เพิ่มเติมได้
นอกจากนี้ หากดูว่าจะกระทบผู้ส่งออกไทยมากน้อยขนาดไหน ผลการศึกษาพบว่าผู้ส่งออกเริ่มได้รับผลกระทบตั้งแต่เริ่มประกาศว่าจะใช้มาตรการ CBAM ในปี 2563 โดยเริ่มเห็นมูลค่าการค้าเริ่มหดตัว แม้ว่าไม่ได้มีการเรียกเก็บและซื้อ Carbon Certificate เลย สะท้อนว่าผู้นำเข้าฝั่ง EU มีการปรับตัวค่อนข้างเร็ว รวมถึงผลกระทบต่อผู้ส่งออกของไทยมีความแตกต่างและไม่เท่าเทียมกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้ส่งออกรายเล็กจะได้รับผลกระทบเชิงลบมากกว่ารายใหญ่
หากดูข้อมูลสินค้าที่อยู่ในกลุ่ม CBAM หรือเรียกว่า “Treatment” กับสินค้าทั่วไป หรือ “Control” จากข้อมูลตั้งแต่ก่อนและหลังประกาศใช้ CBAM พบว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าในกลุ่ม CBAM หรือ Treatment หดคตัว -14% ในปี 2563 และหดตัวเพิ่มขึ้น -24% ในปี 2566 ขณะที่สัดส่วนรายได้จากการส่งออกไป EU เทียบกับการส่งออกทั้งหมด หดตัว -2.7% ในปี 2563 และหดัว -2.6% ในปี 2566
ในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่าผู้ส่งออกไทยจะมีการปรับตัว โดยมีการส่งออกสินค้า Non CBAM นอกตลาด EU มากขึ้น โดยขยายตัว 2.8% และจะเห็นว่ามาตรการ CBAM เริ่มส่งผลกระทบทางอ้อมไปยังสินค้า Non CBAM ที่ส่งออกไปตลาด EU ด้วย โดยหดตัว -1.5% สะท้อนความท้าทายทางอ้อมกับสินค้าอื่นด้วย
ขณะเดียวกัน ผู้นำเข้าฝั่ง EU มีการปรับตัวเช่นเดียวกัน โดยข้อมูลการนำเข้าและส่งออกทั่วโลก จะพบว่ากลุ่มประเทศที่ส่งออกสินค้า CBAM ไป EU โดยจัดกลุ่มเป็นประเทศที่ปล่อยคาร์บอนสูง (ประเทศสกปรก) และประเทศปล่อยคาร์บอนต่ำ (ประเทศสะอาด) พบว่าตั้งแต่ปี 2559-2567 ประเทศ EU เริ่มนำเข้าสินค้าประเทศสกปรกน้อยลงถึง 6.1% เทียบกับประเทศสะอาด
ดังนั้น มองไปข้างหน้าการรับมือ CBAM จะต้องการสร้างรับรู้ และสื่อสารเชิงรุกเกี่ยวกับมาตรการ CBAM การปรับตัวรับมือ ทั้งการทำเชิงรุกในการลดคาร์บอนให้เข้ากับความสามารถในการจ่าย และมองหาตลาดใหม่ และการวัดค่าปริมาณก๊าซเรือนกระจก ซึ่งปัจจุบันผู้ทวนสอบเหล่านี้มีค่อนข้างน้อย และราคาสูง จึงเป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสนับสนุนผลักดันการซื้อขาย Carbon Certificate และเร่งให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุน หรือการจัดตั้งกองทุนในการช่วยผู้ประกอบการรายเล็กและเอสเอ็มอีในการเปลี่ยนผ่านหรือลดก๊าซเรือนกระจก
“จากข้อมูลสะท้อนว่าเริ่มเห็นบทลงโทษจากมาตรการ CBAM แล้ว และผลไม่เท่าเทียมกัน โดยบริษัทรายเล็กจะกระทบเยอะกว่ารายใหญ่ เพราะมาจากข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น การลงทุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งต้องใช้เงินลงทุน และเทคนิคการประเมิน Carbon Footprint ทำให้การรับมือกับแรงกระแทกที่เข้ามาได้ไม่มาก ดังนั้น หากผู้ส่งออกไทยรอให้เขาเก็บจริง และค่อยเริ่มดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะสูญเสียตลาดไปมาก” น.ส.กรรณิการ์ กล่าว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 ม.ค. 69)





