
คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) คาดเศรษฐกิจไทยปี 69 มีแนวโน้มโตต่ำกว่า 2% เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี หากไม่รวมช่วงวิกฤติท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน และคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะโตต่ำสุดในภูมิภาค จากทั้งความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิมด้วยขนาดเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่ และหนี้ครัวเรือนสูง ขาดความสามารถทางการแข่งขันในโลกใหม่ ข้อจำกัดทางงบประมาณทางการคลัง และความท้าทายของภาครัฐที่มีกฎระเบียบจำนวนมาก และข้อมูลขาดความเชื่อมโยง ประกอบกับผลกระทบจากภัยพิบัติในปีก่อนหน้า เงินบาทแข็งค่า อาชญากรรมทางไซเบอร์ การเคลื่อนย้ายเงินทุนเทา และความเสี่ยงจากกระบวนการจัดทำงบประมาณที่ล่าช้า
นอกจากนี้ กกร. มีความกังวลต่อค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น 8.2% ในปีที่ผ่านมา เป็นอันดับที่ 2 ของภูมิภาค ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันการส่งออกเสมือนการที่ภาคธุรกิจโดนเรียกเก็บภาษี (tariff) เพิ่มเติม เป็นการเซาะกร่อนภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ส่งออก จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลการเคลื่อนไหวของค่าเงินที่มีการแข็งค่าตามราคาทองคำ และบทบาทของการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยต่อค่าเงินบาท
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปีที่ผ่านมาเงินบาทแข็งค่า 8.2% เป็นรองริงกิตที่แข็งค่ากว่า 9% ขณะที่เวียดนามซึ่งเป็นคู่แข่งของเรา เพราะผลิตสินค้าเหมือนกันและส่งออกไปตลาดเดียวกัน เงินด่องอ่อนค่า 3.4% ยิ่งทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของเราต่ำลงมาก
โดย กกร. สนับสนุนให้ภาครัฐ เร่งดำเนินการ connect the dots เพิ่มการรับรู้แหล่งที่มาของเงิน ข้อมูลเชิงลึกของเงินบาทของบุคคลที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักในประเทศไทย โดยไม่ยึดติดกับกรอบการกำกับเดิม ๆ และป้องกันไม่ให้ธุรกรรมดังกล่าว บั่นทอนความสามารถในการแข่งขันและภาคเศรษฐกิจจริงของประเทศ
นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ปัญหาค่าเงินที่ทั่วโลกเผชิญอยู่มาจากดอลลาร์อ่อนค่า แต่เงินบาทแข็งค่ามีสาเหตุจากการค้าทองคำและดิจิทัล ซึ่งสะท้อนให้เห็นการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่ส่งผลกระทบต่อ real sector และจะดูแลอย่างไรไม่ให้เกิดความแตกต่างจากค่าเงินในภูมิภาคไปมากนัก ทั้งในแง่อ่อนค่าและแข็งค่า
นอกจากนี้ กกร.มุ่งหวังให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งสานต่อแนวทางในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยผ่านการผันเศรษฐกิจ
เข้าสู่ในระบบและแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อ พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ ลดอุปสรรคทางธุรกิจที่จะหนุนการลงทุนใหม่และสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งยกระดับการต่อต้านคอรัปชั่น สิ่งผิดกฎหมาย เพื่อสร้าง Trust & Confidence และลดต้นทุนแฝงในการประกอบธุรกิจ ตลอดจนอาศัยการร่วมมือกันตามแนวทาง Reinvent Thailand เพื่อปิดจุดอ่อนในการลดความท้าทายภายในประเทศ และเสริมจุดแข็งเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของไทย ซึ่ง กกร.ติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม New S-Curve อย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดย BOI (กองทุนเพิ่มขีดฯ) ที่ต้องเร่งให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมและพิจารณาขยายระยะเวลาการสมัครเข้าโครงการที่จะสิ้นสุดปลายเดือน ม.ค.นี้ ตลอดจนโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ ‘SMEs Credit Boost’ มาตรการ Soft Loan และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อโดย บสย. บนหลักการของการลดความซับซ้อนของกระบวนการ เชื่อมโยงทั้ง Supply chain ยกระดับทักษะ ก่อให้เกิดการจ้างงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
ส่วนเหตุการณ์สหรัฐฯ เข้าแทรกแซงเวเนซูเอลา นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ไม่ส่งผลกระทบทางตรงต่อประเทศไทย เพราะมีปริมาณการค้าต่อกันราว 500 ล้านดอลลาร์เท่านั้น แต่ต้องจับตาดูว่าในระยะยาวจะมีพัฒนาการที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตในเรื่องพลังงานหรือไม่ ขณะที่ราคาพลังงานไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นเหมือนกรณีเกิดการสู้รบระหว่างรัสเซียกับยูเครน
“กรณีนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อเราโดยตรงเพราะมีปริมาณการค้าน้อยมาก ไม่ทำให้ราคาปรับสูงขึ้น แต่มีผลต่อบรรยากาศการค้าขายของโลก” นายพจน์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม กกร.เล็งเห็นโอกาสครั้งสำคัญของไทยที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF-World Bank Group Annual
Meeting 2026 “Thailand’s New Horizons: Empowering People , Building Resilience” ซึ่งจะมีการจัดประชุมต่อเนื่องตลอดทั้งปีไปจนถึงงานประชุมใหญ่ในเดือนตุลาคมนี้ จึงต้องเร่งเตรียมความพร้อมโดยเร็วที่สุด โดย กกร.จะจัดตั้งคณะทำงานย่อยเพื่อประสานงานและร่วมเตรียมการกับภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป เพื่อเป็นโอกาสในการส่งเสริมภาพลักษณ์ (Re-Branding) ทำให้ประเทศไทยอยู่ใน Supply Chain ของโลก ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพิ่มผลิตภาพและในสิ่งที่ประเทศไทยต้องการ
นอกจากนี้ ไทยยังได้เป็นเจ้าภาพการประชุม “Gastech 2026” และงานเทศกาลดนตรีระดับโลก Tomorrowland ซึ่งไทย
ควรใช้โอกาสนี้ในการสร้างความเชื่อมั่นในเวทีนานาชาติ เชื่อมโยงแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยเข้ากับพลวัตของโลก ซึ่งหลายแนวทางสอดคล้องกับการดำเนินงานของ Reinvent Thailand ภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชนอย่างเต็มศักยภาพ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 ม.ค. 69)





