In Focus: ปฏิบัติการยึดกรีนแลนด์ เมื่อทรัมป์ขยับเบี้ยสะเทือนทั้งนาโต

การใช้กำลังทหารบุกจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลาเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วซีกโลกตะวันตก และโหมกระพือความทะเยอทะยานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ให้กลับมาสานต่อภารกิจ “ฮุบกรีนแลนด์”

เมื่อปฏิบัติการในเวเนซุเอลาสะท้อนให้เห็นว่า กฎหมายระหว่างประเทศไม่อาจขวางกั้นอำนาจกองทัพสหรัฐฯ ได้ เป้าหมายถัดไปของทรัมป์ก็ชัดเจนขึ้นทันที โดยเจ้าตัวได้ยืนยันผ่านนิตยสารดิแอตแลนติก (The Atlantic) เมื่อวันอาทิตย์ (4 ม.ค.) ว่า “เวเนซุเอลาอาจไม่ใช่ประเทศสุดท้ายที่เราจะเข้าแทรกแซง และเราต้องการกรีนแลนด์อย่างที่สุดเพื่อการป้องกัน”

สถานการณ์นี้บีบให้เดนมาร์กและชาติพันธมิตรยุโรปต้องหันมาทบทวนคำขู่ของทรัมป์อย่างจริงจัง จากเดิมที่เคยมองว่าเป็นแค่เรื่องเพ้อฝัน กลับกลายเป็น “โหมดวิกฤตเต็มรูปแบบ” ที่อาจสั่นคลอนรากฐานความมั่นคงขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ไปตลอดกาล

สัญญาณตอกย้ำว่าทรัมป์เอาจริง

ความสนใจของทรัมป์ที่มีต่อกรีนแลนด์ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากย้อนไปในปี 2562 เขาเคยเสนอซื้อเกาะนี้ในฐานะ “ดีลอสังหาริมทรัพย์ระดับยักษ์” โดยอ้างว่าเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงินของเดนมาร์ก แต่มาวันนี้ แผนดังกล่าวเปลี่ยนรูปโฉมเป็นภารกิจเร่งด่วนเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ

แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว เปิดเผยว่า ปธน.ทรัมป์และคณะทำงานกำลังพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ ในการครอบครองเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งรวมถึงการใช้กำลังทหารสหรัฐฯ โดยย้ำว่า “การใช้กองทัพเป็นทางเลือกที่อยู่ในอำนาจการสั่งการของผู้บัญชาการทหารสูงสุดเสมอ” เพื่อบรรลุภารกิจเร่งด่วนด้านความมั่นคงในการสกัดกั้นข้าศึกในภูมิภาคอาร์กติก

สัญญาณเตรียมพร้อมเริ่มเด่นชัดขึ้นตั้งแต่ก่อนคริสต์มาส เมื่อทรัมป์แต่งตั้ง เจฟฟ์ แลนดรี ผู้ว่าการรัฐลุยเซียนา เป็นทูตพิเศษประจำกรีนแลนด์ เพื่อเดินหน้าผนวกเกาะเข้ากับสหรัฐฯ ขณะที่สตีเฟน มิลเลอร์ รองหัวหน้าคณะทำงานทำเนียบขาว ยืนยันอย่างแข็งกร้าวว่า “การที่กรีนแลนด์ควรเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ ถือเป็นจุดยืนอย่างเป็นทางการของรัฐบาลสหรัฐฯ” พร้อมประกาศกร้าวว่าความเกรียงไกรของกองทัพจะทำให้ไม่มีใครกล้าต่อต้านปฏิบัติการนี้

นอกจากนี้ เคที มิลเลอร์ ภรรยาของสตีเฟน มิลเลอร์ ได้โพสต์ภาพแผนที่กรีนแลนด์ที่ถูกคลุมด้วยธงชาติสหรัฐฯ ลงบนแพลตฟอร์ม X พร้อมคำบรรยายเพียงคำเดียวว่า “SOON” (เร็ว ๆ นี้) เพียงไม่นานหลังจากสหรัฐฯ ใช้ปฏิบัติการทางทหารในการบุกเวเนซุเอลาเพื่อจับกุมตัวมาดูโรเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (3 ม.ค.)

ทำไมทรัมป์อยากครอบครองกรีนแลนด์

เหตุใดกรีนแลนด์ ดินแดนที่เกือบทั้งหมดปกคลุมด้วยน้ำแข็ง ถึงกลายเป็นเป้าหมายที่ทรัมป์ต้องการครอบครองมากที่สุดในเวลานี้ คำตอบนั้นซ่อนอยู่ใต้ผืนน้ำแข็งและทำเลที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ที่หาจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว

สำหรับรัฐบาลสหรัฐฯ หัวใจสำคัญอยู่ที่ทรัพยากรแร่ธาตุบนเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและการทหาร แม้ปัจจุบันจะยังขุดขึ้นมาใช้ได้ยากเนื่องจากขาดแคลนแรงงานและโครงสร้างพื้นฐานก็ตาม

นอกจากแร่หายาก (Rare Earth) ที่เป็นวัตถุดิบหลักในอุตสาหกรรมชิปและอาวุธสมัยใหม่แล้ว วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ยังกลายเป็นโอกาสทางธุรกิจในสายตาของสหรัฐฯ เพราะการที่น้ำแข็งกรีนแลนด์ละลายจะช่วยให้เข้าถึงแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติได้สะดวกขึ้น ทั้งยังเป็นการเปิดเส้นทางเดินเรืออาร์กติก ซึ่งเป็นทางลัดเชื่อมต่ออเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย

ไม่เพียงแค่ระดับรัฐบาลเท่านั้น กรีนแลนด์ยังดึงดูดกลุ่มมหาเศรษฐีสายอิสรนิยม (Libertarians) ในซิลิคอนวัลเลย์ซึ่งเป็นพันธมิตรของทรัมป์อย่าง ปีเตอร์ ธีล ที่สนใจเข้าไปลงทุนในโครงการ “Network States” หรือการสร้างรัฐอิสระที่ขับเคลื่อนด้วยคริปโทเคอร์เรนซีบนดินแดนที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา

ด้านยุทธศาสตร์ทหาร กรีนแลนด์ถือเป็นปราการด่านหน้าที่อยู่กึ่งกลางระหว่างแอตแลนติกเหนือกับอาร์กติก จึงเป็นจุดสำคัญในการคานอำนาจกับรัสเซียและจีนที่เร่งแผ่อิทธิพลในแถบขั้วโลกเหนือ ปัจจุบันสหรัฐฯ มีฐานทัพอากาศบีดูฟีก (Pituffik) หรือเดิมคือฐานทัพอากาศทูลี (Thule) เป็นศูนย์กลางระบบเรดาร์ตรวจจับขีปนาวุธข้ามทวีปและเฝ้าระวังอวกาศ ซึ่งมีความสำคัญต่อการป้องกันประเทศสหรัฐฯ

การครอบครองกรีนแลนด์จึงเป็นการกุมทั้งทรัพยากร เส้นทางการค้าใหม่ และปราการป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ ไว้ในมือแต่เพียงผู้เดียว

“โหมดวิกฤต” ในยุโรป รอยร้าวลึกใน NATO

มุจตาบา ราห์มาน กรรมการผู้จัดการฝ่ายยุโรปของ Eurasia Group ระบุว่า รัฐบาลเดนมาร์กกำลังอยู่ใน “โหมดวิกฤตเต็มรูปแบบ” หลังทรัมป์แสดงความมุ่งมั่นในการครอบครองกรีนแลนด์ภายหลังการโจมตีเวเนซุเอลา

ราห์มานโพสต์ข้อความบน LinkedIn เมื่อวันอาทิตย์ว่า “ความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะเข้าแทรกแซงในกรีนแลนด์ ได้กลายเป็นความเสี่ยงใหญ่ที่สุดต่อพันธมิตรข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก และต่อความเป็นเอกภาพภายในนาโตและสหภาพยุโรป ซึ่งอาจร้ายแรงยิ่งกว่าความเสี่ยงจากการที่รัสเซียรุกรานยูเครนเสียอีก”

ในทำนองเดียวกัน เมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก ได้ส่งสัญญาณเตือนรัฐบาลทรัมป์ว่า หากสหรัฐฯ โจมตีประเทศสมาชิกนาโต ทุกอย่างจะจบสิ้นลง

“ราชอาณาจักรเดนมาร์ก ซึ่งรวมถึงกรีนแลนด์ เป็นส่วนหนึ่งของนาโต ดังนั้นจึงอยู่ภายใต้หลักประกันด้านความมั่นคงของพันธมิตร” เฟรเดอริกเซนโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

“เรามีข้อตกลงด้านการป้องกันประเทศกับสหรัฐฯ อยู่แล้ว ซึ่งเปิดทางให้สหรัฐฯ เข้าถึงกรีนแลนด์ได้อย่างกว้างขวาง”

“ดังนั้น ดิฉันจึงขอเรียกร้องอย่างหนักแน่นให้สหรัฐฯ ยุติการข่มขู่ต่อพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดมาอย่างยาวนาน และต่ออีกประเทศหนึ่ง และประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนแล้วว่า พวกเขาไม่ใช่ของที่มีไว้ขาย” เฟรเดอริกเซนระบุ

ด้านเยนส์-เฟรเดอริก นีลเซน นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ กล่าวว่า คำพูดของปธน.ทรัมป์นั้น “หยาบคายและไม่ให้เกียรติอย่างยิ่ง”

“เราไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่คิดว่าการยึดครองประเทศจะเกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน คุณไม่สามารถนำกรีนแลนด์ไปเปรียบเทียบกับเวเนซุเอลาได้ เราเป็นประเทศประชาธิปไตย” นีลเซนกล่าว

ปฏิกิริยาจากประเทศในยุโรปต่างเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยผู้นำจากฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี โปแลนด์ สเปน สหราชอาณาจักร และเดนมาร์ก ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันเมื่อวันอังคาร (6 ม.ค.) ว่า “มีเพียงเดนมาร์กและกรีนแลนด์เท่านั้นที่มีสิทธิ์ตัดสินใจในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเดนมาร์กและกรีนแลนด์” พร้อมเน้นย้ำว่าความมั่นคงในอาร์กติกคือภารกิจสำคัญอันดับแรกของยุโรป

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า พฤติกรรม “เอาตัวเองเป็นใหญ่” ของสหรัฐฯ กำลังทำลายความเชื่อมั่นระหว่างประเทศลง

อิโร ซาร์กกา นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันวิเทศสัมพันธ์แห่งฟินแลนด์ชี้ว่า หากรัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มใช้กำลังกดดันเดนมาร์กในประเด็นกรีนแลนด์ อาจสร้างความร้าวฉานอย่างรุนแรงภายในองค์การนาโตและทำลายความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศต่าง ๆ รวมถึงฟินแลนด์ด้วย นี่คือสัญญาณเตือนที่น่ากังวลสำหรับพันธมิตรของสหรัฐฯ เพราะไม่มีใครวางใจได้อีกต่อไปว่าอธิปไตยของตนจะได้รับการเคารพจากรัฐบาลทรัมป์หรือไม่

หากนาโตที่นำโดยสหรัฐฯ ไม่สามารถปกป้องสมาชิกจากการคุกคามของผู้นำกลุ่มตัวเองได้ สนธิสัญญาความมั่นคงที่ยึดถือกันมาเกือบศตวรรษก็อาจล่มสลายลงได้ในชั่วข้ามคืน

ความเป็นไปได้ที่กรีนแลนด์จะเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

เจ้าหน้าที่ระดับสูงรายหนึ่งเปิดเผยว่า ทรัมป์และคณะที่ปรึกษากำลังพิจารณาทางเลือกหลายทาง ตั้งแต่การยื่นข้อเสนอซื้อขาด ไปจนถึงการทำข้อตกลงสมาคมอิสระ (COFA) แม้ว่าแนวทางหลังจะยังไม่ตอบสนองเป้าหมายสูงสุดของทรัมป์ ที่ต้องการเปลี่ยนเกาะที่มีประชากรกว่า 5.7 หมื่นคนแห่งนี้ ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ อย่างสมบูรณ์ก็ตาม

“สัญชาตญาณแรกของท่านประธานาธิบดีคือการทำข้อตกลง เพราะท่านชอบเรื่องการเจรจาต่อรอง หากสามารถตกลงซื้อขายกรีนแลนด์กันได้ด้วยดี ท่านก็จะเลือกวิธีทางการทูตก่อนเสมอ” เจ้าหน้าที่กล่าว

อย่างไรก็ตาม สำหรับชาวกรีนแลนด์และเดนมาร์ก ข้อเสนอนี้กลับถูกมองว่าเป็นการดูหมิ่นอธิปไตยอย่างรุนแรง เนื่องจากกฎหมายปกครองตนเองของกรีนแลนด์ระบุชัดเจนว่า อำนาจในการตัดสินใจอนาคตของเกาะเป็นสิทธิ์ขาดของประชาชนในพื้นที่ ไม่ใช่สินค้าที่รัฐบาลเดนมาร์กจะนำมาซื้อขายได้

ผลสำรวจความคิดเห็นก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่า ชาวกรีนแลนด์ส่วนใหญ่สนับสนุนการเป็นเอกราชจากเดนมาร์ก แต่ขณะเดียวกันก็คัดค้านการอยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐฯ

แม้ทรัมป์จะพยายามใช้สัญชาตญาณนักเจรจา แต่วิธีการแบบ “การทูตเรือปืน” (Gunboat Diplomacy) ในรูปโฉมใหม่นี้กำลังส่งสัญญาณเตือนโลกว่า หากตกลงกันไม่ได้ด้วยดี สหรัฐฯ ก็พร้อมใช้กำลังบีบบังคับเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ

บทสรุป

การหวนกลับมาทวงสิทธิเหนือกรีนแลนด์ในครั้งนี้ คือภาพของระเบียบโลกยุค “America First” ที่สหรัฐฯ พร้อมฉีกทุกกฎเกณฑ์เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง โดยเจ้าหน้าที่ยืนยันว่า ทรัมป์จะเดินหน้าภารกิจยึดครองกรีนแลนด์อย่างจริงจังตลอดวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปีที่เหลือแน่นอน

จริงอยู่ที่ชัยชนะในเวเนซุเอลาอาจทำให้ทรัมป์ลำพองใจ แต่กรณีของกรีนแลนด์คือโจทย์ที่ท้าทายยิ่งกว่า เพราะมันเดิมพันด้วยการล่มสลายของระบบพันธมิตรตะวันตก ซึ่งนับจากนี้ไป พันธมิตรของสหรัฐฯ ทุกรายคงไม่อาจนิ่งนอนใจได้อีกว่า อธิปไตยของตนจะได้รับการเคารพ หากขัดกับผลประโยชน์ของพญาอินทรีในยามนี้

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 ม.ค. 69)