มองมุมต่าง: “เชียร์หุ้น”โดยไม่ต้องรับผิดชอบช่องโหว่ของ “อินฟลูเอนเซอร์ในคราบนักวิเคราะห์”

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พื้นที่สื่อออนไลน์ โดยเฉพาะ เฟซบุ๊ก และ ยูทูป ได้กลายเป็นเวทีสำคัญของคอนเทนต์ด้านการลงทุน รายการไลฟ์ รายการพูดคุย หรือ คลิปวิเคราะห์หุ้น เกิดขึ้นจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

สิ่งที่ตามมาคือภาพของ “ผู้รู้” หรือ “กูรู” รูปแบบใหม่ ที่ไม่ได้มาจาก สถาบันการเงิน หรือ บริษัทหลักทรัพย์ ที่ได้รับการรับรองจากสำนักงาน ก.ล.ต. แต่เป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก และได้รับเชิญมาในบทบาทที่ดูคล้าย “นักวิเคราะห์” แม้ความเป็นจริงจะไม่มีใบอนุญาต หรือสถานะทางวิชาชีพใดรองรับก็ตาม

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การแสดงความคิดเห็น เพราะ”การแลกเปลี่ยนมุมมอง” คือ หัวใจของการลงทุน แต่เส้นแบ่งที่น่ากังวลคือจุดที่ “ความเห็นส่วนตัว” ถูกบรรจุในบรรยากาศของ “ความเป็นทางการ” มีกราฟ มีศัพท์เทคนิค มีพิธีกรรับ-ส่งอย่างจริงจัง จนผู้ชมจำนวนมากเผลอเชื่อว่า “นี่คือการวิเคราะห์เชิงวิชาชีพ” ทั้งที่ผู้พูดอาจเป็นเพียงนักลงทุนรายย่อยคนหนึ่ง หรือ แย่กว่านั้น คือ เป็นผู้ที่มีผลประโยชน์แอบแฝงกับหุ้นที่กำลังพูดถึงอยู่

พิธีกร และ อินฟลูเอนเซอร์ หลายรายการพยายามป้องกันตัวเองด้วยประโยคคลาสสิกว่า “ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน” แต่เนื้อหาที่ตามมากลับเต็มไปด้วย “การชี้นำ” อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการเน้นย้ำว่าหุ้นตัวนี้กำลังจะไปได้ไกล หรือการสร้างความรู้สึกเร่งด่วนว่าถ้าไม่เข้าตอนนี้อาจพลาดโอกาสครั้งใหญ่

คำพูดลักษณะนี้ แม้จะไม่เอ่ยคำว่า “ซื้อ” หรือ “ขาย” ตรง ๆ แต่ก็ทำหน้าที่ไม่ต่างจากการผลักผู้ชมไปสู่การตัดสินใจโดยใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล

“เรามักเห็นอินฟลูเอนเซอร์ ที่ชอบออกตัวว่าคำพูดนี้ “ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน” แต่ในความเป็นจริง ชี้นำแทบทุกประโยค อยู่บ่อยๆ” แต่ยังมีสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ “ความไม่โปร่งใส”

ผู้ชมแทบไม่มีทางรู้เลยว่าคนที่กำลังพูดนั้น “ถือหุ้นตัวที่กำลังเชียร์อยู่หรือไม่?” หรือแม้แต่เคยได้รับผลประโยชน์จากบริษัทหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องการการเชียร์ในบทสนทนานั้นหรือเปล่า? หรือมีแรงจูงใจอื่นใดซ่อนอยู่เบื้องหลัง

เมื่อข้อมูลเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ถูกเปิดเผย ความเสี่ยงทั้งหมดจึงตกอยู่กับผู้ฟังฝ่ายเดียว ขณะที่ผู้พูดสามารถถอย หรือตีชิ่งออกมาได้ง่าย ๆ หากผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่พูดไว้ และรายการ หรือ เพจนั้น นั้นก็จะหา “อินฟูลเอนเซอร์” รายใหม่คนอื่นมาแทนต่อไป

“อินฟลูเอนเซอร์” จำนวนไม่น้อยไม่จำเป็นต้องบอก “ความจริง” ว่าตนเองถือหุ้นที่กำลังเชียร์อยู่หรือไม่ เพราะมันไม่ได้มีกฎข้อบังคับ ห้ามการเชียร์หุ้น ที่ตนเองมีอยู่ในพอร์ต รวมถึงการเปิดเผยการได้ประโยชน์จากการพูดถึงหุ้นตัวนั้นอย่างไร ทำให้ผู้ชมจึงอาจฟังคำแนะนำโดยไม่รู้เลยว่าคนพูดกำลังอยู่ฝั่งเดียวกับตน หรือยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามที่เตรียมจะขายของใส่ หลังจบรายการ

ในโลกอุดมคติ รายการด้านหุ้นที่มีความรับผิดชอบควรทำหน้าที่ให้ความรู้มากกว่าการชี้นำ ควรช่วยให้ผู้ชมเข้าใจธุรกิจ เข้าใจงบการเงิน เข้าใจความเสี่ยง และเห็นหลายมุมมอง ไม่ใช่พาผู้ชมไปผูกความหวังกับหุ้นเพียงตัวเดียว หรือเรื่องเล่าเพียงด้านเดียว

และหากผู้พูดไม่มีใบอนุญาต ก็ควรพูดอย่างตรงไปตรงมาในฐานะนักลงทุนทั่วไป ไม่สร้างภาพลักษณ์ที่ทำให้คนดูเข้าใจผิดว่ากำลังฟังคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการรับรอง

นักวิเคราะห์หุ้น VS อินฟลูเอนเซอร์ในคราบนักวิเคราะห์

บทบาทของ “นักวิเคราะห์หลักทรัพย์” ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. กับบทบาทของ “อินฟลูเอนเซอร์ด้านหุ้น” มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ใช่แค่ในเชิงสถานะทางกฎหมาย แต่รวมถึงกรอบความคิด วิธีการทำงาน และระดับความรับผิดชอบต่อผู้ลงทุน

“นักวิเคราะห์” ที่อยู่ภายใต้การกำกับของ สำนักงาน ก.ล.ต. ทำหน้าที่ในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพ ต้องผ่านการอบรมและการสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตอย่างเป็นทางการ ใบอนุญาตนี้ไม่ได้เป็นเพียงเอกสารรับรองความรู้ แต่เป็นสัญญาทางจริยธรรมที่ผูกพันนักวิเคราะห์เข้ากับกติกาของตลาดทุน

นักวิเคราะห์ทุกคนต้องทำงานตามมาตรฐานที่กำหนด มีการบันทึกกระบวนการวิเคราะห์ มีที่มาของข้อมูลชัดเจน และต้องสามารถอธิบายเหตุผลของข้อสรุปที่นำเสนอได้อย่างเป็นระบบ

ภายใต้กรอบของ ก.ล.ต. นักวิเคราะห์ไม่สามารถพูดหรือเขียนอะไรก็ได้ตามอารมณ์ ทุกถ้อยคำต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้ลงทุนและตลาดโดยรวม การใช้ภาษาจึงมักเป็นเชิงเงื่อนไข มีการระบุสมมติฐาน ความเสี่ยง และข้อจำกัดของข้อมูลอย่างครบถ้วน

ที่สำคัญ นักวิเคราะห์ต้องเปิดเผยผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างชัดเจน หากตนเองหรือองค์กรที่สังกัดมีความเกี่ยวข้องกับหลักทรัพย์ที่นำมาวิเคราะห์ ผู้ลงทุนจึงมีข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจว่าจะเชื่อถือมากน้อยเพียงใด

สำหรับ “อินฟลูเอนเซอร์” ด้านหุ้น ไม่ได้อยู่ภายใต้กรอบกำกับแบบเดียวกัน เขาอาจเป็นนักลงทุนรายย่อย ครีเอเตอร์ หรือผู้เล่าเรื่องที่มีความสามารถในการสื่อสาร

บทบาทหลักคือการสร้างคอนเทนต์ให้คนติดตาม ความรับผิดชอบจึงผูกกับความนิยมของยอด like-share-engagement มากกว่ามาตรฐานวิชาชีพ

ส่วนใหญ่ สิ่งที่พูดออกมามักเป็นความเห็นส่วนตัว ประสบการณ์ตรง หรือการตีความข้อมูลตามมุมมองของตนเอง ซึ่งสามารถเปลี่ยนไปตามกระแสและอารมณ์ได้โดยไม่ต้องมีคำอธิบายย้อนหลังอย่างเป็นทางการ

ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือเรื่อง “ความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์” นักวิเคราะห์ที่อยู่ภายใต้ ก.ล.ต.หากให้ข้อมูลที่เข้าข่ายชี้นำเกินขอบเขต ปกปิดผลประโยชน์ หรือบิดเบือนข้อเท็จจริง อาจถูกสอบสวน ถูกพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาต และส่งผลต่ออาชีพในระยะยาว

ขณะที่อินฟลูเอนเซอร์แทบไม่ต้องเผชิญบทลงโทษในระดับเดียวกัน หากเนื้อหาที่นำเสนอไม่เป็นไปตามที่พูดไว้ ความเสียหายส่วนใหญ่มักตกอยู่กับผู้รับฟังทันที

อีกประเด็นที่สำคัญคือวัตถุประสงค์ของบทบาท “นักวิเคราะห์” มีหน้าที่หลักในการช่วยให้ตลาดมีข้อมูลที่มีคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำด้านข้อมูล และสนับสนุนการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล

ส่วน “อินฟลูเอนเซอร์” มีเป้าหมายหลักคือการดึงความสนใจ สร้างการมีส่วนร่วม และรักษาฐานผู้ติดตาม ซึ่งทำให้เนื้อหามักถูกออกแบบให้เข้าใจง่าย เร้าอารมณ์ และกระชับ แม้จะแลกมากับความลึกหรือความรอบด้านของข้อมูล

การเข้าใจความแตกต่างนี้สามารถช่วยให้ผู้ลงทุนรู้จัก “ปรับระดับความเชื่อ” ให้เหมาะสม

ผู้เขียนไม่ได้หมายความว่า “อินฟลูเอนเซอร์” ทุกคนไม่น่าเชื่อถือ หรือ “นักวิเคราะห์” ทุกคนถูกต้องเสมอ

แต่อยากให้ตระหนักว่า คนสองกลุ่มนี้ยืนอยู่บนกรอบความรับผิดชอบที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง และเมื่อรู้ว่ากำลังฟังใครในบทบาทใด การตัดสินใจลงทุนก็จะรอบคอบและปลอดภัยมากขึ้น

ธิติ ภัทรยลรดี

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 ม.ค. 69)