ยุบสภา-ชายแดนเดือด! ฉุดดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ธ.ค. ลดครั้งแรกในรอบ 4 เดือน

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนธ.ค.68 อยู่ที่ระดับ 51.9 ปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน เนื่องจากการยุบสภา และปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ที่อาจส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยอาจฟื้นตัวได้ช้า

ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 45.5 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม อยู่ที่ 49.8 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 60.5 ตามลำดับ โดยดัชนีความเชื่อมั่นฯ ทุกรายการปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือนเช่นกัน

ทั้งนี้ คาดว่าผู้บริโภคยังคงระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยในช่วงไตรมาสแรกของปี 69 เนื่องจากรอดูความชัดเจนของสถานการณ์การเมืองไทย ว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร และรัฐบาลจะมีเสถียรภาพมากน้อยเพียงใด ตลอดจนสถานการณ์ระหว่างไทย-กัมพูชา ว่าจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไร หลังจากมีการเจรจาหยุดยิง

 

ปัจจัยลบสำคัญ ได้แก่

– ผู้บริโภคยังกังวลเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า ปัญหาค่าครองชีพ

– ราคาสินค้าเกษตรยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อน

– กังวลสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ ทั้งในพื้นที่ภาคกลาง และภาคใต้

– เงินบาทปรับตัวแข็งค่า

– กังวลปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

 

ปัจจัยบวกสำคัญ ได้แก่

– คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25%

– มีการประกาศยุบสภา ซึ่งทำให้มีการจัดการเลือกตั้งใหม่ในเดือนก.พ.69 ส่งผลให้บรรยากาศหาเสียงทั่วประเทศคึกคัก

– รัฐบาลดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะคนละครึ่งพลัส ซึ่งช่วยเพิ่มกำลังซื้อ และลดรายจ่ายให้ประชาชน

– การส่งออกไทยเดือน พ.ย.เพิ่มขึ้น 7%

– ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศปรับตัวลดลง

 

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า จากผลสำรวจดังกล่าวที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม ปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือนนั้น หมายความว่า เศรษฐกิจในเดือนพ.ย.ที่ประชาชนเคยรู้สึกว่าเริ่มเงยหัวขึ้นนั้น ถูกบั่นทอนด้วย 2 สถานการณ์สำคัญ คือ การยุบสภา และการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

ทั้งนี้ ในช่วงเดือนต.ค.68 สถานการณ์ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเริ่มปรับดีขึ้น อันเนื่องจากมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ ประกอบกับมีมาตรการต่าง ๆ ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี แต่พอเกิดเหตุสู้รบตามแนวชายแดน รัฐบาลประกาศยุบสภา และข่าวว่าโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ยังไม่สามารถดำเนินการได้ อีกทั้งยังมีความไม่แน่นอนทางการเมืองว่าพรรคใดจะเข้ามาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และการเมืองจะมีเสถียรภาพจริงหรือไม่ และนโยบายเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรนั้น เหล่านี้จึงทำให้ประชาชนเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 1/69 อาจฟื้นตัวได้ช้า หรือชะลอตัวลงได้ จึงทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนธ.ค.68 ปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน

“ตัวเลขในเดือนม.ค.69 นี้จะเป็นตัวชี้ว่า สถานการณ์การยุบสภาเป็นสิ่งที่ประชาชนควรห่วง หรือประชาชนควรห่วงเรื่องเหตุปะทะระหว่างไทย-กัมพูชา ว่าจะมีผลต่อระบบเศรษฐกิจ ดังนั้น เดือนม.ค.นี้ จะเป็นตัวชี้ว่า สถานการณ์อะไร อยู่ในใจของประชาชน” นายธนวรรธน์ กล่าว

พร้อมระบุว่า สาเหตุที่ใช้เดือนม.ค.69 เป็นตัววัด เนื่องจากเริ่มมีกระแสข่าวโดยพรรคการเมืองเองว่าการใช้เงินในการเลือกตั้งครั้งนี้ค่อนข้างรุนแรงหลายพื้นที่ ซึ่งสถานการณ์นี้จะเป็นตัวชี้ถึงเม็ดเงินจากการเลือกตั้งที่สะพัดในหลายพื้นที่นั้น จะพยุงให้เกิดความคล่องตัวทางเศรษฐกิจได้มากขึ้นหรือไม่

นายธนวรรธน์ มองว่า จากการที่ประชาชนต่างรอดูความชัดเจนจากการเลือกตั้ง และการมีรัฐบาลชุดใหม่ ได้ส่งผลให้ดัชนีความเหมาะสมในการซื้อสินค้าคงทน เช่น บ้าน รถยนต์ และการใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวชะลอตัวลง ซึ่งหมายความว่าการบริโภคจะไม่ใช่เครื่องจักรในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาส 1 นี้ ในขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐ ยังคงมีความระมัดระวังเนื่องจากมีสภาพเป็นรัฐบาลรักษาการ ซึ่งทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการใช้จ่ายภาครัฐก็มีความไม่ชัดเจนเช่นกัน

จุดที่คาดหวังสำหรับไตรมาส 1 คือ ภาคการท่องเที่ยวที่เริ่มกลับมา ในขณะที่ภาคการส่งออก ยังประคองสถานการณ์ไปได้ไม่ติดลบ และไม่มีสัญญาณว่าจะทรุดตัวรุนแรง ในขณะที่คาดว่าช่วงนี้จะมีเม็ดเงินสะพัดช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง ราว 4-6 หมื่นล้านบาท

นายธนวรรธน์ กล่าวด้วยว่า จากมุมมองล่าสุดของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่มองว่าเศรษฐกิจไทยขาดแรงขับเคลื่อน และจะเห็นการเติบโตที่ต่ำกว่าระดับศักยภาพต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 ซึ่งหมายความว่าเศรษฐกิจไทยจะโตได้ต่ำกว่า 3% นั้น ดังนั้นสิ่งที่แต่ละพรรคการเมือง ควรชูเป็นประเด็นในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งรอบนี้ คือ มีแนวทางอย่างไรที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยโตได้เกินกว่า 3% ไม่ว่าจะผ่านทางโครงการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ การเพิ่มเม็ดเงินลงในระบบเศรษฐกิจผ่านการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการ SMEs ได้มากขึ้น การดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับมา รวมถึงลดอุปสรรคการส่งออก เพื่อทำให้การส่งออกยังคงขยายตัวได้ โดย ม.หอการค้าไทย ประเมินว่าปีนี้ การส่งออกจะหดตัวอยู่ในช่วง -3 ถึง -1%

นอกจากนี้ ควรดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ในระดับ 31.50 บาท/ดอลลาร์ โดยไม่ให้แข็งค่าหลุดระดับ 31 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่ อัตราดอกเบี้ยนโยบายนั้น มองว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังมีโอกาสที่จะปรับลดดอกเบี้ยลงได้อีก 0.25%

“การจะพยุง หรือกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ภาครัฐจะต้องทำเรื่องท่องเที่ยวให้ได้ ดึงเม็ดเงิน ดึงนักท่องเที่ยวจีน มาเลย์ กลับมาเที่ยวในไทย และต้องประคองสถานการณ์ส่งออก ลดอุปสรรค และทำให้การส่งออกยังขยายตัวได้ ส่วนค่าเงิน ควรให้อยู่ในกรอบ 31.50 บาทโดยประมาณ เพราะยังมีแนวโน้มบาทแข็งอยู่ พยายามอย่าให้หลุด 31 บาท ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อาจจะลดได้อีก 0.25% นอกจากนี้ ธปท. ควรประสานกับกระทรวงการคลังให้ธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ปล่อยสินเชื่อให้กับ SMEs ได้มากขึ้น เพื่อให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ” นายธนวรรธน์ ระบุ

ทั้งนี้ ม.หอการค้าไทย ประเมินว่า ในช่วงครึ่งแรกปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ราว 1% ส่วนภาพรวมทั้งปี จะขยายตัวได้ราว 1.6%

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 ม.ค. 69)