
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงิน เพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย (Data Bureau) ว่า สำหรับคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงิน เพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง
โดยปัจจัยหนึ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี คือ การมีฐานข้อมูลการทำธุรกรรมทางการเงิน ที่ครบถ้วน มีคุณภาพ และเชื่อมโยงกัน เพื่อนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาใน 2 มิติ ทั้งการปราบปราม โดยการสกัดกั้นการไหลเข้า-ออก ของเงินทุนที่เกิดขึ้นจากการก่ออาชญากรรม เพื่อลดความเสียหายที่เกิดขึ้น และการป้องกัน โดยการวิเคราะห์ลักษณะ และพฤติกรรมของผู้ก่ออาชญากรรม เพื่อนำมากำหนดมาตรการป้องกัน และระงับการทำธุรกรรมก่อนที่จะเกิดความเสียหายขึ้น
“จึงได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการฯ ชุดนี้ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง กับการกำกับดูแล การไหลเข้า-ออกของเงินทุน สำหรับการดำเนินธุรกรรมทางการเงิน ตลอดจนศึกษาแนวทางการรวบรวม แลกเปลี่ยน และเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงิน เพื่อเสนอแนะแนวทางการยกระดับการแลกเปลี่ยนเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินและการกำกับดูแลการดำเนินธุรกรรมทางการเงิน” นายกรัฐมนตรี กล่าว
พร้อมระบุว่า คณะอนุกรรมการฯ รวมถึงคณะทำงานฯ ได้มีการประชุมกันอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นในวันนี้จึงมาติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานระบบ Data Bureau ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลการเงินของประเทศไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบเส้นทางการเงินและสกัดกั้นเงินสีเทา โดยใช้เทคโนโลยีในการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งจากระบบธนาคาร ตลาดทองคำ และสินทรัพย์ดิจิทัลแบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นการอุดช่องโหว่การทำงานแบบแยกส่วน ต่างคนต่างทำ
“การทำงานร่วมกันของเราจะมีความสำคัญมาก ในการสร้างกลไก Data Bureau ที่เป็นประโยชน์ และสามารถนำไปใช้ในการป้องกันการฟอกเงินได้อย่างทันท่วงที” นายอนุทิน กล่าว
โดยระบบ Data Bureau จำเป็นต้องมี 2 องค์ประกอบสำคัญ คือ
- มีฐานข้อมูลที่ครบถ้วนและมีคุณภาพ ทั้งข้อมูลด้านตัวตน (Profile) พฤติกรรม (Behavior) และกระแสธุรกรรมขาเข้าขาออก (Innow/OutRow)
- มีระบบการเชื่อมโยงข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำการยกระดับระบบ Central Fraud Registry (CFR) และเพื่อทำการเชื่อมโยงข้อมูลเส้นทางธุรกรรมทางการเงินอย่างครบถ้วน
สำหรับการดำเนินงานในระยะที่ 1 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันดำเนินการยกระดับการจัดเก็บฐานข้อมูลของธุรกรรมต่าง ๆ ให้ครบถ้วนมากขึ้น และมีการเชื่อมโยงข้อมูลที่มีเข้าสู่ Data Hub อย่าง CFR แล้ว ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการติดตามเส้นทางการดำเนินธุรกรรมทางการเงินได้บ้างแล้ว อย่างไรก็ดี ตัวกลางทางการเงินบางประเภท ที่หน่วยงานกำกับยังมีข้อจำกัดในการจัดเก็บและรวบรวมข้อมูลรายธุรกรรม จึงจำเป็นต้องเร่งยกระดับ ฐานข้อมูลในระยะที่ 2 ต่อไป
ทั้งนี้ ได้ขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมมือกันยกระดับการจัดเก็บฐานข้อมูลธุรกรรมต่าง ๆ โดยเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ Data Hub เพื่อให้สามารถช่วยในเรื่องการติดตามธุรกรรมทางการเงินได้ ขณะที่ในส่วนของทองคำนั้น พบว่ายังมีข้อจำกัดในการจัดเก็บข้อมูลการทำธุรกรรม จึงได้สั่งการใน 3 ข้อ ดังนี้
- กรณีทองคำจริง (Physical Gold) ขอให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูล ในฐานะหน่วยงานกำหนดหลักเกณฑ์ และวางมาตรการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินของผู้ค้าทองคำ และพิจารณายกระดับหลักเกณฑ์ และแนวปฏิบัติให้เข้มข้นมากขึ้น
- กรณีทองคำที่ซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ (Online Gold) นั้น ขอให้ปรับปรุงประกาศกระทรวงการคลัง ที่ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินที่กำหนดการซื้อขายทองคำโดยที่ไม่มีการส่งทองคำจริง จะต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไข เพื่อให้กรมสรรพากรพิจารณากำหนดจัดทำบัญชีพิเศษ โดยให้ผู้บริการซื้อขายทองคำออนไลน์ นำส่งข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายทองคำดังกล่าวให้กรมสรรพากร และกรมสรรพากรไปศึกษาแนวทางการกำหนดภาษีธุรกิจเฉพาะ สำหรับผู้ประกอบธุรกิจซื้อขายทองคำ ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต่อไป
- กรณีสินทรัพย์ดิจิทัล ขอให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) พิจารณากำหนดการใช้หลักการ “Travel Rule” เพื่อให้ผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลทุกราย รวบรวมธุรกรรมข้อมูลซื้อขายระหว่างกระเป๋าของบุคคลที่สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลวอลเล็ตต่าง ๆ เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อมูลผู้โอน-ผู้รับโอนได้
เป้าหมายสุดท้าย ของข้อมูลธุรกรรมการเงินเหล่านี้ เราจะทำให้มีการจัดเก็บได้อย่างครบถ้วนและมีคุณภาพ และเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน เพื่อติดตามตรวจสอบพฤติกรรม และเส้นทางการดำเนินธุรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที รวมทั้งเป็นหลักเกณฑ์การจัดส่ง และกำหนดวงเงินการทำธุรกรรมตามระดับความเสี่ยง (Risk Profiling)
“ขอให้ทุกส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานการทำงานแบบบูรณาการในทุกระดับ และร่วมกันเพื่อความเป็นเอกภาพ เพื่อให้เป็นกลไกสำคัญในการป้องกัน และการแก้ไขปัญหาด้านการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการฟอกเงิน ซึ่งพวกเราทุกคนต้องให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ เพื่อให้ภารกิจนี้ลุล่วงไปได้” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ระบุ
นายกรัฐมนตรี มั่นใจว่าสิ่งที่ได้ประชุมร่วมกันในวันนี้ จะนำไปปฏิบัติและดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพื่อปกป้องผลประโยชน์พี่น้องประชาชน และสกัดกั้น ปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินทุกรูปแบบ ซึ่งไม่เฉพาะรูปแบบดิจิทัลเท่านั้น แต่รวมถึงรูปแบบอนาล็อกที่ถูกหยิบยกขึ้นมาให้ทุกฝ่ายระมัดระวัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อสถานะของประเทศไทยในทุกมิติ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เพื่อหาแนวทางในการปิดช่องโหว่ของกฎหมายในมิติต่าง ๆ ที่เกิดจากนวัตกรรมทางการเงินที่ทันสมัยขึ้นในปัจจุบัน จากธุรกรรมการเงินต้องสงสัย หรือเงินเทา เงินดำ
โดยเบื้องต้น จะดำเนินการผ่านข้อกำหนด OpenAPI เพื่อเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ สำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เป็นต้น ผ่านระบบของ ITMX รวมถึงจะมีการยกระดับกระบวนการตรวจสอบผ่านการยืนยันตัวตนของประชาชน (KYC) และการยืนยันตัวตนสำหรับร้านค้าที่ให้บริการ (KYM) ให้เข้มข้นมากขึ้น
ทั้งนี้ ในส่วนของทองคำที่ปัจจุบันยังไม่มีใครกำกับดูแลนั้น ในระยะแรกจะให้แต่ละหน่วยงานใช้กฎหมายที่มีทั้งหมดที่สามารถเอื้อมไปถึงการกำกับดูแลทองในแต่ละส่วนเร่งดำเนินการไปก่อน เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกรมสรรพากร
“นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องการปราบปราบทุนเทา ทุนดำอย่างมาก เพราะธุรกรรมเงินเทา-เงินดำนี้ เขาเคยมองว่าไทยเป็นสวรค์ของการฟอกเงิน แต่ในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา เราตรวจขันเข้มงวดมากขึ้นในการเปลี่ยนสวรรค์ของการฟอกเงิน ให้เป็นนรกในการฟอกเงิน บนเครื่องมือทั้งหมดที่มี ขณะที่การดำเนินการในส่วนไหนที่ยังทำไม่ได้ ก็จะต้องรอรัฐบาลใหม่เข้ามาเขียนกฎ กติกาเพิ่มเติมต่อไป” นายเอกนิติ กล่าว
ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความคืบหน้าของการควบคุมธุรกรรมการซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์ม ว่า สิ่งที่กระทรวงการคลังอยู่ระห่างดำเนินการ 2-3 เรื่อง ได้แก่
- เตรียมออกประกาศกระทรวงการคลังกำหนดให้มีการ KYC ในการซื้อขายทองคำที่ไม่มีการส่งมอบทองคำจริง โดยเฉพาะการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งขณะนี้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และ ธปท. อยู่ระหว่างการยกร่างประกาศดังกล่าว ทั้งการกำหนดหลักเกณฑ์ รายละเอียดทั้งหมด เพื่อเป็นการรู้จักคนที่จะเข้ามาทำธุรกรรมซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างชัดเจนมากขึ้น ซึ่งหลังจากนี้ จะมีการประกาศใช้ต่อไป
- กรมสรรพากร จะมีการออกระเบียบเพื่อกำหนดการซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ จะต้องมีการจัดทำบัญชีพิเศษแยกออกมาจากการซื้อขายสินค้าทั่วไป และผู้ประกอบการจะต้องมีหน้าที่รายงานข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายให้กรมสรรพากร เพื่อใช้ในการตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรมที่เกิดขึ้น
- อยู่ระหว่างดำเนินการให้มีการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะกับการซื้อขายทองคำที่ไม่มีการส่งมอบทองคำจริง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์ม หรือการซื้อขายแบบกระดาษ โดยเรื่องนี้ต้องดำเนินการผ่านพระราชกฤษฎีกา ต้องใช้อำนาจของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ดังนั้นในส่วนนี้อาจจะต้องมาดูว่าในกรณีที่เป็นรัฐบาลรักษาการจะดำเนินได้แค่ไหน อย่างไร
ขณะเดียวกัน ได้มอบหมายให้กรมศุลกากร ไปดูความเหมาะสมในการเก็บภาษีนำเข้าทองคำ ว่าควรมีการดำเนินการหรือไม่ ถ้ามีจะเป็นเท่าไหร่ ซึ่งในส่วนนี้ยังต้องใช้เวลาในการทำการบ้านอย่างละเอียดก่อน
“กรมศุลกากร ต้องไปดูความเหมะสมในการจัดเก็บภาษีนำเข้าทองคำว่าควรจะมีหรือไม่ ต้องไปดูข้อมูลเทียบเคียบกับหลาย ๆ ประเทศว่ามีใครจัดเก็บบ้าง และเมื่อมีการดำเนินการจัดเก็บแล้ว ส่งผลอย่างไรต่อตลาดทองคำบ้าง ดังนั้น ตอนนี้คงยังเร็วเกินไปที่จะพูดในรายละเอียด ต้องให้กรมศุลกากรกลับไปทำการบ้านก่อน” ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุ
ผู้ว่า ธปท.เล็งประกาศมาตรการคุมเข้มแลกเปลี่ยนเงินตราธุรกรรมค้าทองหลัง 20 ม.ค.
ด้าน นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ขณะนี้ ธปท.ได้ดำเนินการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินในส่วนของการรายงานข้อมูลธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทองคำเรียบร้อยแล้ว โดยหลังจากนี้ จะนำส่งให้ รมว.คลัง และประกาศให้มีผลต่อไป ซึ่งคาดว่าจะสามารถประกาศใช้ได้หลังวันที่ 20 ม.ค.69

สำหรับหลักเกณฑ์ดังกล่าวนั้น จะให้อำนาจ ธปท.เข้าไปตรวจสอบธุรกรรมการซื้อขาย รวมถึงกำหนดลิมิตสำหรับการซื้อขายทองคำบนแอปพลิเคชันต่อคนต่อวันต่อธุรกรรมด้วย เช่น กำหนดลิมิตสำหรับบุคคลธรรมดาในการซื้อขายทองคำไว้ที่ไม่เกิน 100-200 ล้านบาท/คน/วัน/ธุรกรรม ซึ่งหากเกินกว่านี้ อาจจะต้องขออนุญาต เพื่อลดความผันผวนของค่าเงินบาท
นอกจากนี้ ได้สั่งการให้ผู้ให้บริการ E-wallet มีการกำหนดลิมิตการใช้จ่ายต่อวัน และหลังจากนี้จะมีการออกหลักเกณฑ์ที่เป็นมาตรฐานกลางออกมาว่าจะมีการกำหนดลิมิตเพื่อควบคุมการใช้จ่ายต่อวันที่เท่าไหร่ ขณะเดียวกันในส่วนของผู้ประกอบธุรกิจที่ให้บริการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Money Changer) นั้น ได้มีการกำหนดเพดานในการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศได้ที่ 8 แสนบาท/คน/วัน จากเดิมที่ไม่มีลิมิตเลย
“ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ธปท. มีการปรับตัวอย่างมาก เพื่อดำเนินการในเรื่องธุรกรรมต้องสงสัย ที่ต้องยอมรับว่าบางธุรกรรมมีแนวโน้มและมีความเชื่อว่าจะเกี่ยวข้องกับทุนเทาอย่างแน่นอน และบางธุรกรรมก็เกี่ยวเนื่องทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นด้วย ตรงนี้มีหลายมิติที่ทับซ้อนกันอยู่ ต้องมาแยกออกจากกัน และพิจารณาดำเนินการเป็นส่วน ๆ ไป แต่เวลาพูดถึงความกังวลเรื่องทอง ต้องยอมรับว่าบางธุรกรรมเกี่ยวข้องกับเงินเทา และบางธุรกรรมทำให้บาทแข็งแน่นอน เพราะหากไปดูข้อมูลจะพบว่า บางช่วงเวลาวอลุ่มการซื้อขายทองสูงถึง 6 หมื่นล้านบาท ขณะที่วอลุ่มการซื้อขายหุ้นอยู่ราว 3-4 หมื่นล้านบาทต่อวันเท่านั้น และทองไม่มีหน่วยงานกำกับดูแล ยิ่งเห็นข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงในวันที่เงินบาทแข็งค่าผิดปกติ พบว่า ปริมาณการซื้อขายดอลลาร์ในตลาดมาจากกลุ่มผู้ค้าทองคำ โดยเฉพาะจากผู้ค้าผ่านแอปพลิเคชันที่ซื้อขายเป็นเงินบาท กลุ่มนี้มีแรงขายบางวัน 45-60% ของทั้งประเทศในวันที่บาทแข็ง ดังนั้น ตรงนี้เป็นแรงกดดันทำให้บาทแข็งแน่นอน” ผู้ว่าการ ธปท. ระบุ
ด้าน นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ขณะนี้ ก.ล.ต. อยู่ระห่างการเตรียมออกแนวปฏิบัติในการใช้หลักการ Travel Rule เพื่อให้ผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลทุกราย รวบรวมข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายระหว่างกระเป๋าเงินดิจิทัล (Wallet) ของบุคคลที่สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มของผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อมูลผู้โอนและผู้รับได้ ซึ่งคาดว่าจะสามารถออกแนวทางปฏิบัติดังกล่าวได้ภายในไตรมาส 1/2569
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ม.ค. 69)





