
รายงาน “CROSS ASSET STRATEGY” ฉบับเดือน ม.ค.69 โดยฝ่ายวิจัย บล.บัวหลวง (Bualuang Securities Research) ในหัวข้อ “เจาะทิศทางหุ้นไทยปี 2026 จับโอกาสลงทุนในตลาดที่ไม่เหมือนเดิม” โดยยังคงเป้าหมาย SET สิ้นปี 69 ที่ 1,440 จุด อิงกำไรต่อหุ้น (EPS) ปี 69 ที่ 90 (+9.8%) โดยใช้ PER ที่ 16.0 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีราว 0.25SD
บล.บัวหลวง มองว่า ปี 69 ถือเป็นปีแห่งความท้าทายและการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญของตลาดทุนไทย แม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะมีสัญญาณบวกจากการเร่งลงทุนในเทคโนโลยี AI และวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง แต่สำหรับประเทศไทย ปัจจัยภายประเทศ โดยเฉพาะความไม่แน่นอนทางการเมือง กลับกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม ทิศทางของตลาดในช่วงครึ่งปีแรกจะยังมีความเปราะบาง เนื่องจากเศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับช่วงสุญญากาศทางนโยบาย (Policy Gap) จากการยุบสภาและรอการเลือกตั้งใหม่ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือน ก.พ.ส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐและการอนุมัติโครงการลงทุนใหม่ๆ ล่าช้าออกไป
แม้ปีนี้จะเริ่มต้นด้วยความไม่แน่นอน แต่ “วิกฤตคือโอกาส” การทยอยสะสมหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและหุ้นที่มีปันผลสูงในช่วงที่ตลาดปรับฐานในไตรมาสแรก จะช่วยให้นักลงทุนอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบเมื่อตลาดเข้าสู่รอบการฟื้นตัวเต็มตัวในช่วงครึ่งปีหลังครับ
บล.บัวหลวง ระบุว่า ในปี 69 หุ้นไทยคาดว่าทยอยฟื้นตัวได้ แม้การยุบสภาอาจทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชะงัก (Policy gap) ขณะที่การเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐฯ คาดน้อยกว่าภาวะปกติราว 30%-40% กดดันเศรษฐกิจไตรมาส 1-2 ที่คาดจะอ่อนแออยู่แล้วจากเศรษฐกิจโลกชะลอ และผลกระทบของมาตรการภาษีทรัมป์
แต่คาดมาตรการกระตุ้นต่างๆ ในประเทศจะกลับมาเร่งช่วงปลายไตรมาส 2 ถึงไตรมาส 3 ก่อนสิ้นสุดปีงบประมาณหากการจัดตั้งรัฐบาลผ่านไปด้วยดี ขณะที่ได้แรงหนุนจากการลงทุนภาคเอกชนโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัล และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ด้านนโยบายการเงินยังผ่อนคลายต่อเนื่อง การทยอยฟื้นตัวของการท่องเที่ยวจะยังเป็นแรงส่งสำคัญ นอกจากนี้ การฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมโลกหลังมาตรการภาษีทรัมป์เริ่มผ่อนคลาย คาดกลับมาหนุนเศรษฐกิจและตลาดหุ้นโดยรวมชัดเจนในครึ่งปีหลัง
ในกรณีฐาน (Base case) ประเมิน GDP คาดเติบโตได้ 1.6% เทียบปีนี้ที่คาดโต 2% หากเลือกตั้ง 8 ก.พ. และได้รัฐบาลใหม่ช่วงเดือน พ.ค. แต่หากการเลือกตั้งไม่สามารถจัดได้จากภาวะสงครามไทยและกัมพูชา อาจเลื่อนออกไป หากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าราว 1 ไตรมาสมาอยู่ในช่วงปลายไตรมาส 3 อาจทำให้ GDP คาดเติบโตได้เพียง 1.2% และกระทบกำไรหุ้นรุนแรงขึ้น ประเมิน SET index target ที่ราว 1,350 ประเมินกำไรต่อหุ้นของ SET ที่ 86 บาท เติบโตจากปีก่อน 4.3%, PER 15.7 เท่า (-0.5SDค่าเฉลี่ย 10 ปี)
ตัวเลขยื่นขอและอนุมัติรับการส่งเสริมการลงทุน BOI สำหรับธุรกิจดิจิทัล เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 3/68 ถึงในช่วง 9 เดือนแรกปี 69 ทั้งในแง่จำนวนโครงการเพิ่มขึ้นถึง 23% YoY และเงินลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 94% YoY ทั้งนี้ เม็ดเงินลงทุนโดยปกติจะทยอยเข้ามาหลังจากการอนุมัติรับการส่งเสริมการลงทุน BOI เฉลี่ยราว 1 ปี ดังนั้น คาดเม็ดเงินจะเข้ามาหนุนการลงทุนภาคเอกชนชัดเจนต่อเนื่องในปี 69-70
นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลงจะหนุนเศรษฐกิจเพิ่มเติม คาดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะลดดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมในปีนี้เหลือ 1% หลังเริ่มลดดอกเบี้ยตั้งแต่ปลายปีก่อนท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อจำกัด การทยอยฟื้นตัวของการท่องเที่ยวจะยังเป็นแรงส่งสำคัญ หลังการท่องเที่ยวผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 2/69 จำนวนนักท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 4/68 ตัวเลขนักท่องเที่ยวครึ่งเดือนแรกเดือน ธ.ค.10% จากเดือนก่อนหน้า (เทียบครึ่งแรกของ พ.ย.) นำโดยนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นราว 12% จากเดือนก่อนหน้า ตามมาด้วยอินเดียเพิ่มขึ้น 10.2% และรัสเซียเพิ่มขึ้น 8.6% และคาดฟื้นตัวต่อเนื่องในปีนี้ แม้คาดจำนวนนักท่องเที่ยวชะลอตัวจาก 35.5ล้านคนในปี 67 เหลือ 32.8 ล้านคนในปี 68 แต่คาดจะฟื้นตัวขึ้นราว 34 ล้านคนในปี 69
การฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมโลก คาดกลับมาหนุนเศรษฐกิจและตลาดหุ้นโดยรวมชัดเจนในครึ่งปีหลัง วัฏจักรสะสมสินค้าคงคลังรอบใหม่ (restocking cycle) คาดหนุนการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมโลก การระบายสินค้าคงคลังรอบใหญ่ (major inventory correction) อาจเห็นชัดในช่วง 1-2 ไตรมาสหลังมาตรการภาษีทรัมป์เริ่มใช้ อาจกดดันการค้าโลกในช่วงไตรมาส 4/68-ไตรมาส 1/69 แต่จะตามมาด้วยวัฏจักรสะสมสินค้าคงคลังรอบใหม่ในช่วงไตรมาส 2 หลังตัวเลขสัดส่วนสินค้าคงคลังต่อคำสั่งซื้อใหม่สหรัฐฯ (US PMI Inventory-to-New Orders) อยู่ใกล้เคียงระดับต่ำสุดในรอบหลายปี (ไม่รวมช่วงวิกฤติ)
สอดคล้องกับดัชนีภาคการผลิตสหรัฐฯ (Manufacturing PMI) ที่ในอดีตมักทยอยฟื้นตัว หลังอยู่ในวัฏจักรชะลอตัว (down cycle) ต่อเนื่องราว 2-3 ปี อีกทั้ง ดัชนีคำสั่งซื้อใหม่ (New order index) ของทั้งสหรัฐฯ และจีน ที่มักเป็นตัวนำ (leading indicator) ของดัชนีภาคการผลิตสหรัฐฯ ราว 1-3 ไตรมาส ได้เข้าสู่โซนขยายตัวพร้อมกัน ทั้งสหรัฐฯ และจีนในช่วงปลายไตรมาส 3/68 สะท้อนโอกาสการฟื้นตัวของของภาคอุตสาหกรรมในไตรมาส 2/69
กลยุทธ์การลงทุน “สะสมช่วงปรับฐานเพื่อรอรับผลบวกช่วงครึ่งปีหลัง” จังหวะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเข้าลงทุนคือ ไตรมาส 1/69 ซึ่งเป็นช่วงที่คาดว่าราคาหุ้นอาจมีการปรับฐานจากความกังวลด้านการเมือง โดยคาดว่าตลาดจะกลับมาฟื้นตัวอย่างชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง (2H26) หลังจากที่ได้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศและเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ
- กลุ่มหุ้น Top Picks รับมือกับความผันผวนและเกาะไปกับกระแสการเติบโตของโลก กลยุทธ์ในปีนี้จึงเน้นการเลือกหุ้นรายกลุ่ม (Sector Rotation)
- กลุ่มผู้นำการเติบโตใหม่ (New Growth): เน้นหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ Data Center ซึ่งได้อานิสงส์โดยตรงจากการขยายตัวของ AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
- กลุ่มปลอดภัย (Defensive & Low Risk): เลือกหุ้นที่มีความเสี่ยงด้านนโยบายต่ำ หรือกลุ่มที่พื้นฐานแข็งแกร่งไม่แปรผันตามสถานการณ์เมือง
- กลุ่มปันผลคุณภาพ (Quality Dividend): เพื่อสร้างกระแสเงินสดและเป็นเกราะป้องกันในช่วงที่ตลาดผันผวน
- กลุ่มที่อิงการฟื้นตัวโลก (Global Play): หุ้นที่ได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจโลกที่ยังขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ และเอเชีย
บล.บัวหลวง มองว้า เป็นจังหวะสำหรับ 1) สร้างพอร์ตปันผล 4 ฤดู (All Season Dividend) สร้างกระแสเงินสด/รายได้ประจำสม่ำเสมอทุกไตรมาส โดยจ่ายปันผลถึง 8 จาก 12 เดือนต่อปี จากหุ้นปันผล “ยั่งยืน” กำไรผันผวนต่ำ และ อัตราจ่ายปันผลขาขึ้น ซึ่งจะช่วยปลดล็อกกับดักปันผลสูง ลดความผันผวนของพอร์ตในระยะกลาง-ยาว และ 2) ทยอยสะสมหุ้นปันผล “ยั่งยืน” ที่คาดจะทยอยประกาศจ่ายเงินปันผลสูงช่วงเดือนก.พ.
คัดหุ้นปันผล “ยั่งยืน” จาก 1) คาดจ่ายเงินปันผลสูงกว่า 4% สำหรับปี 69-70, 2) ปันผลสม่ำเสมอตลอด 3 ปีที่ผ่านมา 3) ปันผลต่อหุ้นทรงตัว/เพิ่มขึ้นทุกปี 4) ความเสี่ยงกำไรต่ำ และ/หรือ 5) ความยั่งยืนของการปันผล (Dividend sustainability) จากธุรกิจ defensive/โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ที่กำไรผันผวนต่ำ/อัตราการจ่ายปันผล (Dividend payout) ทรงตัว/เพิ่มขึ้นได้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ได้แก่
- SCB (ผลตอบแทนราว ~6.3%): ยืนหนึ่งในกลุ่มธนาคารด้วยอัตราการจ่ายปันผลสูงสุด ฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง
- TISCO (ผลตอบแทนราว ~5.4%): หุ้นปันผลคุณภาพสูงที่รักษามาตรฐาน ROE และการจ่ายปันผลสูงได้สม่ำเสมอ
- KTB (ผลตอบแทนราว ~4.5%): โดดเด่นในแง่ Valuation (PBV/ROE ต่ำ) และตั้งสำรองที่รัดกุม
- WHAUP (ผลตอบแทนราว ~4.1%): เป็น Proxy ของธีม Data Center ในไทย ซึ่งคาดว่ารายได้จะเริ่มเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปีหน้า
- CPN (ผลตอบแทนราว ~4.0%): พื้นฐานแกร่งจากรายได้ค่าเช่าที่สม่ำเสมอ (Recurring Income) และจะมี Upside จากการรับรู้รายได้โครงการ Dusit Central Park เต็มป
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ม.ค. 69)





