
จีนส่งออกแร่หายากเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งในปี 2568 แตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 10 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2557 เป็นอย่างน้อย แม้ว่ารัฐบาลจีนประกาศมาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายากหลายชนิดมาตั้งแต่เดือนเม.ย.ก็ตาม
สำนักงานศุลกากรจีนรายงานในวันนี้ (14 ม.ค.) ว่า จีนส่งออกแร่หายาก 17 ชนิด รวมทั้งสิ้น 62,585 ตัน ในปี 2568 เพิ่มขึ้น 12.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
สำหรับในเดือนธ.ค. จีนส่งออกแร่หายาก 4,392 ตัน ร่วงลง 20% จากเดือนพ.ย. เนื่องจากอุปสงค์จากต่างประเทศลดลง หลังมีการเร่งซื้อก่อนช่วงวันหยุดเทศกาลคริสต์มาส อย่างไรก็ดี ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้น 32% จากระดับ 3,326 ตันในเดือนธ.ค.ปีก่อนหน้า
ทั้งนี้ เมื่อเดือนเม.ย. 2568 กระทรวงพาณิชย์จีนร่วมกับสำนักงานศุลกากรจีนได้ประกาศมาตรการควบคุมการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแร่หายากชนิดกลางและหนัก 7 ประเภท ได้แก่ ซาแมเรียม แกโดลิเนียม เทอร์เบียม ดิสโพรเซียม ลูทีเชียม สแกนเดียม และอิตเทรียม รวมถึงแม่เหล็ก เพื่อตอบโต้สหรัฐอเมริกาที่รีดภาษีนำเข้าสินค้า ส่งผลให้การส่งออกแม่เหล็กลดลงอย่างมากในเดือนเม.ย.และพ.ค. อย่างไรก็ตาม การส่งออกค่อย ๆ ฟื้นตัวตั้งแต่เดือนมิ.ย. หลังจากที่จีนบรรลุข้อตกลงหลายฉบับกับสหรัฐฯ และยุโรป
ปัจจุบัน จีนครองสัดส่วนราว 70% ของการผลิตแร่หายากทั่วโลก และประมาณ 90% ของกระบวนการถลุงแร่ โดยแร่หายากมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและการป้องกันประเทศ ส่งผลให้การกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานกลายเป็นวาระเร่งด่วนของบรรดาประเทศพัฒนาแล้ว
เมื่อวันจันทร์ (12 ม.ค.) รัฐมนตรีคลังจากประเทศสมาชิกกลุ่ม G7 เห็นพ้องกันให้เร่งลดการพึ่งพาจีนมากเกินไปในด้านแร่ธาตุสำคัญ โดยเฉพาะแร่หายาก ท่ามกลางความกังวลว่าจีนจะใช้ความได้เปรียบด้านการแปรรูปแร่หายากเป็นเครื่องมือเชิงอิทธิพลทางการทูตและเศรษฐกิจมากขึ้น
ภายใต้กรอบความร่วมมือนี้ กลุ่ม G7 และประเทศพันธมิตรจะร่วมกันกระจายแหล่งจัดหา และเร่งย้ายฐานกิจกรรมสำคัญกลับสู่ประเทศมากขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่การทำเหมือง การแปรรูป การผลิต ไปจนถึงการรีไซเคิล เพื่อลดจุดเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน
ต่อมาในวันอังคาร (13 ม.ค.) เหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวดังกล่าวว่า จุดยืนของจีนในการธำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพและความมั่นคงของซัพพลายเชนแร่ธาตุสำคัญของโลกยังคงไม่เปลี่ยนแปลง และเสริมว่า จีนเชื่อว่าทุกฝ่ายเองก็มีส่วนรับผิดชอบร่วมกัน
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 ม.ค. 69)





