
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้ออกมาตอบโต้ เจมี ไดมอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของธนาคารเจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค (JPMorgan Chase & Co.) ที่วิพากษ์วิจารณ์กรณีที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดฉากสอบสวนทางอาญาต่อเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยปธน.ทรัมป์กล่าวว่า ไดมอนคิดผิดที่หาว่าเขากำลังบ่อนทำลายความเป็นอิสระของธนาคารกลาง
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (13 ม.ค.) ไดมอนแสดงความกังวลต่อการสอบสวนพาวเวล ในประเด็นงบประมาณปรับปรุงอาคารสำนักงานใหญ่ของเฟด รวมทั้งคำให้การต่อสภาคองเกรสของพาวเวลเกี่ยวกับโครงการปรับปรุงอาคารดังกล่าว
“ทุกคนที่เรารู้จักต่างเชื่อมั่นในความเป็นอิสระของเฟด” ไดมอนกล่าว และเสริมว่า “สิ่งใดก็ตามที่บั่นทอนเรื่องนั้นอาจจะไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก และในมุมมองของผม มันจะส่งผลลัพธ์ในทางตรงกันข้าม นั่นคือจะทำให้การคาดการณ์เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น และอาจทำให้อัตราดอกเบี้ยปรับตัวขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป”
ผู้สื่อข่าวได้สอบถามปธน.ทรัมป์เกี่ยวกับการแสดงความเห็นของซีอีโอเจพีมอร์แกน ซึ่งปธน.ทรัมป์กล่าวว่า “ผมว่าเขาคิดผิด” พร้อมกับกล่าวว่า “ผมคิดว่าสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่นั้นเป็นเรื่องที่ดี เพราะเราได้บุคลากรของเฟดที่แย่มาก”
ขณะเดียวกัน ปธน.ทรัมป์กล่าวว่า เขาจะเดินหน้าแผนการประกาศชื่อผู้ที่จะมารับตำแหน่งประธานเฟดแทนพาวเวลภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้ แม้จะถูกคัดค้านอย่างหนัก รวมถึงจากสมาชิกพรรครีพับลิกันด้วยกันเอง โดยวุฒิสมาชิกทอม ทิลลิส จากรัฐนอร์ทแคโรไลนา ซึ่งเป็นเสียงสำคัญในคณะกรรมาธิการด้านการธนาคารของวุฒิสภา ได้ขู่ว่าจะขัดขวางการแต่งตั้งบุคลากรใหม่เข้าสู่เฟดจนกว่าเรื่องสอบสวนนี้จะคลี่คลาย
นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ยังปกป้องข้อเสนอของเขาในการกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตไว้ที่ 10% เป็นเวลาหนึ่งปี โดยกล่าวว่า “ผมคิดว่าประชาชนที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยถึง 28% ควรได้รับการคุ้มครอง” และเขาคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องสำหรับ เจมี ไดมอน หรือใครก็ตาม ที่จะเรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตจากลูกค้าในระดับที่สูงเช่นนั้น
อย่างไรก็ดี ข้อเสนอดังกล่าวของปธน.ทรัมป์อาจเผชิญอุปสรรค เนื่องจากข้อเสนอนี้จะต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรสก่อนที่จะบังคับใช้เป็นกฎหมาย นอกจากนี้ ธนาคารต่าง ๆ ในสหรัฐฯ ยังได้ออกมาเตือนว่า การกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตอาจจำกัดการเข้าถึงสินเชื่อของผู้บริโภค และสร้างความเสียหายต่อโครงการสะสมคะแนน (rewards) ซึ่งเป็นที่นิยม
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 ม.ค. 69)





