
วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ คาดว่าจะลงมติที่มีเป้าหมายจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ในการดำเนินปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติมต่อเวเนซุเอลา
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้น หลังวุฒิสภาได้จัดให้มีการลงมติขั้นตอนสำคัญเมื่อต้นเดือนนี้ เพื่อเดินหน้ามติว่าด้วยอำนาจการทำสงคราม โดยมีเป้าหมายจำกัดความสามารถของทรัมป์ในการดำเนินปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติมต่อเวเนซุเอลาโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส
มติดังกล่าวซึ่งผลักดันโดยพรรคเดโมแครตและสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วน กำหนดให้ประธานาธิบดีต้องขออนุญาตจากฝ่ายนิติบัญญัติก่อนดำเนินการทางทหารใดๆ ต่อเวเนซุเอลาในอนาคต
อย่างไรก็ดี ทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันยังมีความเห็นแตกต่างกันอย่างมากเกี่ยวกับร่างกฎหมายฉบับนี้ รวมถึงการโจมตีเวเนซุเอลาและใช้กำลังควบคุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา และภริยา
ทิม เคน วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นสมาชิกคณะกรรมาธิการกิจการกองทัพของวุฒิสภา ระบุว่า ถึงเวลาแล้วที่สภาคองเกรสจะต้องทวงคืนบทบาทตามรัฐธรรมนูญอันสำคัญของตนในประเด็นสงคราม สันติภาพ การทูต และการค้า
ขณะเดียวกัน ทำเนียบขาวแสดงท่าทีคัดค้านอย่างหนักต่อมติว่าด้วยอำนาจการทำสงครามดังกล่าว ตามบันทึกความเห็นจากสำนักงานบริหารและงบประมาณ (OMB) ซึ่งระบุว่า “อาชญากรรมและการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์อื่น ๆ ของมาดูโร ส่งผลให้เกิดการรุกรานที่เป็นภัยต่อสหรัฐอเมริกา การทำลายความมั่นคงในซีกโลกตะวันตก การเสียชีวิตและความทุกข์ทรมานของมนุษย์จำนวนมหาศาล รวมถึงยังเป็นอันตรายอย่างต่อเนื่องและร้ายแรงต่อประเทศชาติของเรา”
ด้านทรัมป์ได้โพสต์ข้อความระบุว่า กฎหมายในลักษณะนี้จะบั่นทอนขีดความสามารถของสหรัฐฯ ในการป้องกันตนเองและความมั่นคงแห่งชาติ และเป็นการจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด
ทั้งนี้ แม้มติดังกล่าวจะได้รับเสียงสนับสนุนเพียงพอที่จะผ่านวุฒิสภา แต่ยังต้องผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรซึ่งพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องง่ายในช่วงเวลาที่สมาชิกพรรคจำนวนมากยังคงยืนเคียงข้างประธานาธิบดี
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ร่างกฎหมายจะผ่านความเห็นชอบจากทั้งสองสภา ทรัมป์ยังมีแนวโน้มที่จะใช้อำนาจยับยั้ง (วีโต้) กฎหมายฉบับนี้
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 ม.ค. 69)





