
คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับเครือข่าย “เพื่อนไม่ทน” เผยผลสำรวจความคิดเห็น ต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมือง และนักการเมืองไทย ในการเลือกตั้ง 2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 4,814 รายทั่วประเทศ แบ่งเป็น ประชาชน 3,043 ราย และภาคธุรกิจ 1,771 ราย
นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ที่ปรึกษาประจำสภามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และ เพื่อนไม่ทน กล่าวว่า การทำผลสำรวจครั้งนี้ ใช้กลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่มาก ทำให้มีความน่าเชื่อถือสูง เพราะมีความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 3% ซึ่งเป็นประเด็นที่มุ่งให้พรรคการเมืองผลักดันให้เป็นนโยบาย
โดยประชาชน และภาคธุรกิจ เห็นตรงกันว่าคอร์รัปชันเป็นวิกฤตแห่งชาติ ซึ่งจากผลสำรวจ พบว่า 77% ของประชาชน และ 97% ของภาคธุรกิจมองว่าปัญหาคอร์รัปชันในไทยมีความรุนแรงมาก โดย 48% ของประชาชน และ 22% ของภาคธุรกิจ ระบุว่าการทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาสำคัญอันดับต้นของประเทศที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน รองจากปัญหาเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต
ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบโดยตรง โดย 71% มองว่าคอร์รัปชันที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความมั่นคงของประเทศ และ 38% ระบุว่าทำให้การแข่งขันทางธุรกิจไม่เป็นธรรม
พฤติกรรมที่เบื่อหน่ายที่สุดคือ “ดีแต่พูด” “รัฐมนตรีเทา” และ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” โดยประชาชน และภาคธุรกิจ ต่างเบื่อหน่ายพฤติกรรมของนักการเมือง 3 อันดับแรก ได้แก่ “รัฐมนตรีเทา” คนมีมลทินยังได้เสวยอำนาจ (28%), “ดีแต่พูด” นโยบายต่อต้านโกงมีไว้แค่หาเสียง (20-22%) และ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ใช้อำนาจเอื้อธุรกิจพวกพ้อง (17%)
ขณะที่หัวหน้าพรรคต้องรับผิดชอบหลัก เพราะเป็นตัวแปรสำคัญที่ต้องคัดกรองเข้มข้นที่สุด 91% ของภาคธุรกิจ และ 68% ของประชาชนเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า หัวหน้าพรรคต้องรับผิดชอบต่อการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันในพรรคมากที่สุด
นอกจากนี้ 44% ของภาคธุรกิจ และ 53% ของประชาชน ระบุว่า “หัวหน้าพรรค” คือ ตัวแปรสำคัญที่พรรคต้องคัดกรองให้เข้มข้นที่สุด
มาตรการที่เรียกร้อง เข้มงวด โปร่งใส มีส่วนร่วม มาตรการที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ ได้แก่ รับฟังเสียงประชาชน และสร้างการมีส่วนร่วม (30%), เปิดเผยข้อมูลสาธารณะให้เข้าถึงง่าย (29%) และมีการกำกับควบคุม ถอดถอน ลงโทษหากมีการทุจริต (15-28%) สำหรับมาตรการที่พรรคการเมืองควรมีอันดับต้น ๆ คือ ไม่รับบุคคลที่มีประวัติคดีโกงเข้าพรรค, ห้ามแต่งตั้งรัฐมนตรีเทา และลาออกทั้งคณะหากหัวหน้าพรรคทุจริต
ภาคเอกชนพร้อมเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง 66% ของภาคธุรกิจสนับสนุนอย่างเต็มที่ให้องค์กรภาคธุรกิจ ประกาศจุดยืนชัดเจนในการต่อต้านคอร์รัปชัน และตัดความสัมพันธ์กับนักการเมืองที่ทุจริต โดย 42% มองว่า กกร. และองค์กรภาคเอกชน ควรเป็นผู้นำในการผลักดันการปฏิรูปและทำลายวงจรคอร์รัปชัน
เรียกร้องพันธสัญญาชัดเจน 88% ของภาคธุรกิจ และ 70% ของประชาชนให้ความสำคัญกับนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันในการตัดสินใจเลือกตั้ง โดย 34% ของภาคธุรกิจ และ 33% ของประชาชน ระบุว่าเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจ
“กกร. และเครือข่าย “เพื่อนไม่ทน” ขอเรียกร้องให้พรรคการเมืองทุกพรรค ประกาศพันธสัญญาต่อต้านคอร์รัปชันอย่างชัดเจน และเข้มงวดก่อนการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อปฏิบัติจริง และสามารถติดตามผลได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้เป้าหมาย Zero Corruption เพื่อสร้างประเทศไทยที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน” นางเสาวณีย์ กล่าว
นายธิปไตร แสละวงศ์ นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และคณะทำงาน Zero Corruption กล่าวว่า สถานการณ์คอร์รัปชันในปัจจุบัน ทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะการเรียกรับสินบนในโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่สูงถึง 20-30% ของมูลค่าโครงการ รวมถึงความเชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติ และสแกมเมอร์ ซึ่งในปี 2568 สร้างความเสียหายต่อประชาชนกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท
คณะทำงานฯ จึงเสนอวาระเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการภายใน 1 ปี ได้แก่ การผลักดันกฎหมายป้องกันการฟอกเงิน และมาตรการตรวจสอบธุรกรรมคริปโตเคอร์เรนซี การสร้างความร่วมมือระดับสากล โดยเฉพาะกับคณะทำงานเฉพาะกิจต่อต้านสแกม (Scam Center Strike Force) ของสหรัฐฯ เพื่อกำกับให้แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องติดตาม และปิดกั้นบัญชีที่มีพฤติกรรมหลอกลวง รวมถึงเร่งบังคับใช้ พ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้ผู้ให้บริการร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหาย และกำหนดให้โครงการภาครัฐมูลค่าสูง ต้องเข้าร่วมข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) เพื่อความโปร่งใสอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับเป้าหมายระยะยาวภายใน 4 ปี รัฐบาลควรยกระดับดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชัน (CPI) และดัชนีหลักนิติธรรม (Rule of Law) ให้เทียบเท่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD ผ่านการปฏิรูปกระบวนการขออนุญาตประกอบธุรกิจเพื่อขจัดช่องทางการติดสินบน รวมถึงปฏิรูปโครงสร้างกระบวนการยุติธรรม และกิจการตำรวจ ให้มีความโปร่งใสในการแต่งตั้งโยกย้าย
พร้อมกันนี้ ต้องเร่งปราบปรามอาชญากรรมองค์กร อาทิ ยาเสพติด และการค้ามนุษย์ เพื่อลดดัชนีอาชญากรรมองค์กรโลก (Global Organized Crime Index) ให้ต่ำลง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น และฟื้นฟูเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
“ขอส่งสารไปถึงพรรคการเมือง การปราบโกงต้อง ทำได้จริง เห็นผลจริง กล้าลงโทษ แม้เป็นคนในพรรค ปฏิรูปหน่วยงานที่คอร์รัปชันฝังรากลึก และไม่สนับสนุนผู้มีประวัติทุจริตในการเลือกตั้ง ส่วนใหญ่มองปัญหาเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญสุด ส่วนเรื่องคอรัปชั่นเป็นอันดับ 2 แต่เคยคิดหรือไม่ว่าข้อ 2 ทำให้เกิดปัญหาข้อแรก” นายธิปไตร กล่าว
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานคณะทำงาน Zero Corruption กล่าวว่า ภาคเอกชนได้ตระหนักถึงปัญหาใหญ่ ที่ไม่เพียงบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แต่ยังทำให้ระบบเศรษฐกิจไทย สูญเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและคู่ค้าต่างชาติ คือ ปัญหาคอร์รัปชัน และนำมาจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบ พร้อมเสนอให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติได้จริงในเชิงโครงสร้าง เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน และสร้างระบบเศรษฐกิจ-การเมืองไทยที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืนในระยะยาว
ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่ต้องการเสถียรภาพ และการเติบโตอย่างยั่งยืน ปัญหาคอร์รัปชัน ถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ คณะทำงานฯ จึงได้เร่งขับเคลื่อนกรอบการดำเนินงาน 6 ด้านต้านทุจริต เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม โดยเริ่มต้นจากแนวทางที่ 1 คือ การปลูกฝังจิตสำนึก ภายใต้กรอบการดำเนินงาน ในระยะเร่งด่วน โดยรณรงค์ “ไม่เลือกคนโกง” สู่เป้าหมาย Zero Corruption ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญรณรงค์ “ไม่ทนคอร์รัปชัน” หรือ “ไม่มีนโยบาย ต้านโกง เราไม่เลือก”
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัญหาคอร์รัปชันในวันนี้ ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านคุณธรรมหรือภาพลักษณ์ของประเทศอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น “ต้นทุนเชิงโครงสร้าง” ที่กัดกร่อนความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างรุนแรง ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญการเติบโตต่ำ ปัญหาเชิงโครงสร้างสะสมมายาวนาน และแรงกดดันจากการแข่งขันในภูมิภาคที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
หนึ่งในสัญญาณเตือนที่สำคัญคือ ค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่าผิดไปจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอ โดยในช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 1 มกราคม 2569 ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่า 8% ขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม สามารถบริหารค่าเงินให้อ่อนค่าลงได้ราว 3% ส่งผลให้เกิดส่วนต่างด้านความสามารถในการแข่งขันสูงถึง 10-12% ซึ่งกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออก และภาคการผลิต ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย
ประธาน ส.อ.ท. ชี้ว่า สถานการณ์ดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากเงินนอกระบบ และทุนสีเทาที่ไหลผ่านช่องโหว่ของระบบเศรษฐกิจ และการเงิน ไม่ว่าจะเป็น ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล หรือการค้าทองคำ โดยพบว่าปริมาณการเทรดสกุลเงินดิจิทัลในประเทศไทย สูงถึงประมาณ 50% ของปริมาณการเทรดทั้งหมด ขณะที่ค่าเฉลี่ยของโลกอยู่เพียงราว 10%
“ตัวเลขเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องปกติ แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่บิดเบือนกลไกตลาด และส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคของประเทศ” นายเกรียงไกร กล่าว
ทั้งนี้ ส.อ.ท. เห็นว่าภาครัฐจำเป็นต้องมีมาตรการกำกับดูแลการค้าทองคำ และสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างจริงจัง ไม่ปล่อยให้เกิด Free Flow โดยปราศจากการตรวจสอบที่เพียงพอ จนกลายเป็นช่องทางฟอกเงิน ซึ่งจะยิ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับอัตราการเติบโตต่ำที่สุดในรอบกว่า 30 ปี
โดย กกร. ประเมินว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2569 จะอยู่เพียง 1.6-2.0% และหากยังไม่มีการเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ไทยมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นประเทศที่เติบโตต่ำที่สุดในภูมิภาค และอาจถูกเวียดนามแซงหน้าในด้านขนาดเศรษฐกิจ โดยเวียดนามตั้งเป้าการเติบโตในระดับตัวเลข 2 หลัก พร้อมเดินหน้าอุตสาหกรรมเทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างเต็มรูปแบบ
ขณะที่ไทยยังพึ่งพาเครื่องยนต์เดิม คือ การผลิตแบบรับจ้าง (OEM) ที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ เผชิญปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ค่าแรงสูง และภาระหนี้ครัวเรือน รวมถึงหนี้นอกระบบที่เกินศักยภาพรายได้ ส่งผลให้กำลังซื้อ และการลงทุนชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง
ในบริบทเช่นนี้ การคอร์รัปชันจึงเป็นต้นทุนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ทั้งในรูปของกฎระเบียบที่ล้าสมัย และซับซ้อน ซึ่งเปิดช่องให้เกิดการเรียกรับสินบน รวมถึงต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงถึง 15-6% ของ GDP ขณะที่ประเทศคู่แข่ง สามารถลดลงมาอยู่ที่ระดับ 9-10% ได้ ความไม่โปร่งใสเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกลังเลต่อการลงทุนในประเทศไทย
“เศรษฐกิจไทยในวันนี้ จึงถูกเปรียบเสมือนเครื่องจักรเก่าที่เต็มไปด้วยสนิม และการรั่วไหล ต่อให้เร่งเครื่องมากเพียงใด ก็ไม่อาจเดินหน้าได้ หากไม่เร่งซ่อมโครงสร้าง และอุดรอยรั่วของคอร์รัปชัน” นายเกรียงไกร กล่าว
นายกอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ปัญหาคอร์รัปชัน คือโจทย์เชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่น (Trust and Confidence) ในระบบเศรษฐกิจไทย และเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในเวทีโลก ภาคธุรกิจจึงต้องการสนามแข่งขันที่เท่าเทียม ปราศจากอิทธิพลจากธุรกิจสีเทา เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของชาติอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ สมาคมฯ พร้อมขับเคลื่อนแนวคิด Reinvent Thailand โดยเปลี่ยนผลสำรวจความคิดเห็นในครั้งนี้ ให้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง (High Impact) มุ่งเน้นความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และร่วมปลดล็อกห่วงโซ่คอร์รัปชันให้หมดไปจากระบบเศรษฐกิจ และสังคมไทยอย่างถาวร ผ่านการทำงานเชิงรุก ร่วมกับภาคีเครือข่ายในนามของสมาคมธนาคารไทย
“ขอยืนยันเจตนารมณ์ในการยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาล และความรับผิดชอบในทุกภาคส่วน โดยจะไม่หยุดเพียงแค่การรณรงค์ แต่พร้อมสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง และสร้างวัฒนธรรม การไม่ทนต่อการทุจริต เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจไทยที่เข้มแข็ง เป็นธรรม และได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน และสังคมอย่างแท้จริง” เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าว

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 ม.ค. 69)




