
สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเวทีให้ผู้แทนพรรคการเมือง การแสดงวิสัยทัศน์ด้านนโยบาย และแนวทางพลิกโฉมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย ภายใต้บริบทความผันผวนภายในประเทศ และปัจจัยโลก ในงานสัมมนา “ประชันวิสัยทัศน์ รัฐบาลใหม่ ใครพาเศรษฐกิจ-ตลาดทุนไทยรอด?”
นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรค และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า เศรษฐกิจไทย ต้องการปฏิรูปขนาดใหญ่ ต้องหันสู่ New Economy ซึ่งพรรคประชาชนไม่มีแนวคิดประชานิยม การที่จะเกิด New Economy ต้องทำให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) มีศักยภาพ ต้องพัฒนาเทคโนโลยีของไทยเอง แต่ที่ทำไม่ได้ เพราะมีการผูกขาด ดังนั้น สิ่งแรกที่พรรคจะทำ คือ พรรคจะเปลี่ยนการผูกขาดให้เป็นโอกาสของธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยพรรคเคยได้ยื่นกฎหมาย พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า เข้าสภาฯ มาแล้ว แต่เกิดการยุบสภาไปก่อน ซึ่งพรรคจะยื่นกฎหมายดังกล่าวเพื่อให้สภาฯ ได้พิจารณาใหม่อีกครั้ง โดยจะมีการยกร่างกฎหมายให้ดีขึ้นกว่าเดิม
“เราจะสร้างเศรษฐกิจที่เป็น New Economy ขึ้นมา เพื่อให้ธุรกิจขนาดเล็กขนาดกลางมีศักยภาพ…จะใช้งบประมาณมาเป็นเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และใช้นโยบายต่างประเทศเข้ามาเสริม ดึงคนที่มีคุณภาพเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้ง่าย ๆ แทนที่จะเอาทุนเทาเข้ามา แต่เราจะเอาบุคลากรที่มีคุณภาพเข้ามา” นายชัยวัฒน์ กล่าว
พร้อมเห็นว่า สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญสุด คือ “นิติรัฐ” ซึ่งรัฐบาลพรรคประชาชน จะทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ ทั้งนิติรัฐ และนิติธรรม
สำหรับในมุมมองของการพัฒนาเศรษฐกิจ และตลาดทุนไทย ต่อการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า เหตุผลที่ต้องฉีกรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากการรัฐประหาร และผลของการใช้รัฐธรรมนูญปี 60 ก็เห็นชัดว่าเศรษฐกิจไทย สังคมไทยเป็นอย่างไร ประเทศต้องถูกแช่แข็งกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้
สิ่งที่ตนมักถูกนักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างชาติตั้งคำถาม คือ เมื่อไรประเทศไทยจะมีเสถียรภาพทางการเมือง เพราะในรัฐธรรมนูญ ส่งผลทำให้ไม่มีความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายใด ๆ และแม้ต่อให้ สว.ไม่สามารถโหวตนายกรัฐมนตรีได้จริง แต่ที่มาของ สว.ที่มีการกล่าวหาเรื่องฮั้วสว.ก็เงียบไป จึงเป็นที่มาที่ทุกคนต้อง “เห็นชอบ” ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ด้าน นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า ได้กำหนดนโยบายจาก 7 ยุทธศาสตร์หลักของพรรค โดยสิ่งแรกที่ต้องทำ คือ ปฏิรูประบบราชการ ระบบราชการไม่เป็นตัวถ่วง เปลี่ยนเป็นผู้ชี้ทาง เปิดทางและไม่ขวางทาง ส่วนปัญหากฏหมายที่ล้าหลัง และมีจำนวนมากนั้น พรรคจึงเสนอนโยบายที่จับต้องได้ คือ การออกกฏหมายให้อำนาจสภาฯ สามารถแก้ไข ปรับปรุง ยกเลิกกฏหมายได้โดยเร็ว นำระบบราชการเข้ามาอยู่ในระบบมือถือ เพื่อให้การเข้าถึงภาคประชาชนได้สะดวก โปร่งใส
ส่วนเรื่องฐานข้อมูลของภาครัฐ ต้องเปิดให้ภาคเอกชนเข้าถึงได้ สามารถใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ และจะมีการเปิดเสรีการซื้อขายไฟฟ้า และเปิดให้เพื่อนบ้านซื้อขายไฟระหว่างกัน โดยส่งผ่านระบบสายส่งของไทยเพื่อเป็นรายได้ให้กับประเทศ เป้าหมายคือการลดต้นทุนค่าไฟให้กับประชาชน เอาจริงกับการลงทุนและซื้อไฟฟ้าหมุนเวียนจากประเทศเพื่อนบ้าน
นอกจากนั้น จะต้องมีการปฏิรูปภาคส่วนที่สำคัญ เช่น ปฏิรูปภาคเกษตร เพิ่มอำนาจต่อรองของเกษตรกร ผ่านการปฏิรูประบบสหกรณ์ ตลอดจนการส่งเสริมระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เพื่อปรับลดต้นทุนค่าขนส่ง โดยมีเป้าหมายลดลงให้ต่ำกว่า 10% ของจีดีพีให้ได้
นายกรณ์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญ คือ การทำบ้านเมืองให้การเมืองสุจริต เพราะตราบใดการเมืองเกี่ยวโยงทุนเทา จะไม่มีทางขจัดทุนเทาออกจากระบบเศรษฐกิจและตลาดทุนได้
ส่วนมุมมองเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญนั้น นายกรณ์ ให้ความเห็นว่า ประเด็นคำถามประชามติเปิดกว้างมากเกินไป เพราะหากรัฐบาลมีความตั้งใจว่าจะไม่มีการแก้ไขหมวด 1 หมวด 2 และต้องการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในสังคม ก็ควรระบุชัดเจนไปในคำถามตั้งแต่แรก ว่านอกเหนือจาก หมวด 1 หมวด 2 เห็นควรให้แก้ไขทั้งฉบับหรือไม่ เพราะถ้าเป็นแบบนั้น ตนเชื่อว่าประชาชนจำนวนมาก จะกล้าตอบด้วยความมั่นใจ
ทั้งนี้ ในส่วนตัวเห็นว่า มีหลายมาตราที่ควรจะมีการแก้ไข และพรรคประชาธิปัตย์ จะสนับสนุนการแก้ไขที่มาของ สว. แก้ไขที่มาขององค์กรอิสระ ซึ่งทั้ง 2 องค์กร มีความสำคัญต่อเสถียรภาพทางการเมือง และเศรษฐกิจของประเทศ ต้องปฏิบัติหน้าที่ได้ดีกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้
นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจของพรรคว่า จะเน้นเรื่องการแก้ปัญหาหนี้สินประชาชนทั่วไป รวมถึงแก้หนี้สินในวัยเกษียณ พักหนี้เกษตรกร นโยบายผ่อนดี ผ่อนฟรี และการแก้หนี้นอกระบบ ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทย มีนโยบายสวัสดิการดูแลหลายมิติ ทั้งเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 15 ปี นโยบายคนไทยไร้จน ให้พ้นจากเส้นยากจน ดูแลในยามเกษียณ ด้วยนโยบายหวยเกษียณ และภาคเกษตร มีโครงการประกันกำไรให้พี่น้องเกษตร ในส่วน SME มีโครงการ E-commerce สัญชาติไทย และมีโครงการให้ภาครัฐเป็นลูกค้าซื้อของจาก SME มากขึ้น
ตลอดจนการสานต่อในหลายโครงการ เช่น โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย, โครงการบ้านเพื่อคนไทย, พ.ร.บ.อากาศสะอาด และเรื่องการศึกษา มีโครงการ “เรียนได้งบ จบได้งาน” เป็นต้น
นายเผ่าภูมิ ยืนยันว่า พรรคเพื่อไทย ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางการคลัง เพราะถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยรัฐบาลพรรคเพื่อไทยในอดีตสามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ โดยไม่สร้างหนี้สาธารณะเพิ่ม
ส่วนมุมมองความเห็นเรื่องควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่นั้น นายเผ่าภูมิ กล่าวว่า ในฐานะที่เคยทำงานฝ่ายบริหารด้านเศรษฐกิจมาก่อน เรื่องเสถียรภาพรัฐบาล จะโยงไปถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีปัญหาเรื่องเสถียรภาพ เพราะฉะนั้น ในความเห็นส่วนตัวเห็นชอบให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ด้านนายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจของพรรคว่า พรรคมีนโยบายเศรษฐกิจในภาพใหญ่ และเรื่องการดูแลคนตัวเล็กตัวน้อยทั้งหมด และภาพเศรษฐกิจที่พรรคตั้งใจไว้ ซึ่งหากได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล คือ จะต้องทำให้เกิดความทั่วถึง และเติมเต็มศักยภาพของคนไทย โดยกำหนดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ต้องโตเกิน 3% ในปี 69
ส่วนในเรื่องการลงทุนนั้น จะมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 30% รวมถึงมีการลงทุนจากต่างประเทศ และอุตสาหกรรรมแห่งอนาคต และเรื่อง Green Economy ผ่านโครงการต่าง ๆ และนำ AI มาใช้ในภาครัฐให้เกิดความโปร่งใส และแม่นยำ
ขณะที่ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจของพรรค ว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยย่ำอยู่กับที่ เนื่องจากไม่มีนวัตกรรม เพราะไม่ว่าจะมีนักลงทุนกี่คนสนใจเข้ามาลงทุน แต่สุดท้ายก็หันไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เพราะประเทศไทยหากจะมีนวัตกรรมได้ ต้องมีพลังงานสะอาด และคนที่จะมีพลังงานสะอาดได้ ต้อง “มีเส้น” เท่านั้น
นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ในสมัยที่ตนได้ทำงานอยู่ในกระทรวงพลังงานมา 2 ปี ได้ทำให้ค่าไฟฟ้า จาก 4.70 บาท/หน่วย ลงมาเหลือ 3.97 บาท/หน่วย หรือลดลงไปได้ 76 สตางค์
“ผมแลกมาด้วยอะไรรู้หรือไม่ สส.ผม 36 คน ก่อนยุบสภา ผมเหลือ 3 คน เพราะผมประกาศ ผมชนกับทุนพลังงาน” นายอรรถวิชช์ กล่าว
พร้อมย้ำว่า สส.จะหายไปเท่าไร ก็ให้หายไป แต่วันที่ 8 ก.พ.นี้ จะวัดว่าวิธีคิดแบบเด็ดขาด เพื่อให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าด้วยนวัตกรรม ด้วยการชนแบบนี้ ต้องเป็น “พรรครวมไทยสร้างชาติ”
ส่วนความเห็นว่าต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่เห็นด้วยที่จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่หากมีการตั้งคำถามว่า รัฐธรรมนูญควรแก้ไขหรือไม่ ตนมองว่าควรแก้ แต่เป็นความขี้ขลาดของนักการเมืองที่ไม่บอกว่า จะให้แก้เรื่องใดบ้าง
“เขาถามท่านว่า ฉีกรัฐธรรมนูญหรือไม่ แล้วไปมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กัน เหมือนเรากำลังซื้อรถใหม่ โดยเราไม่รู้ว่า รถคันนั้นเป็นรถอะไร เครื่องยนต์อะไร” นายอรรถวิชช์ กล่าว
ด้านนายนิกร ซัจเดว์ ทีมนโยบายด้านเศรษฐกิจ พรรคกล้าธรรม กล่าวถึงนโยบายเศรษฐกิจของพรรค ว่า ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงวิกฤติ ซึ่งพรรคมี 4 หลักนโยบาย คือ 1.พัฒนาฐานราก ดูแลประชาชนที่รายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ต้องพัฒนาผ่าน AI ผ่านนวัตกรรมใหม่ 2.ต้องมีทุนเพื่อพัฒนาสินค้า 3.หาตลาดใหม่สู่ตลาดโลก 4.รัฐบริการ
นายนิกร กล่าวว่า วันนี้ประเทศไทยขาดเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ซึ่งพรรคกล้าธรรม จะมีการพัฒนา EEC ให้เต็มรูปแบบ ตั้งแต่ชลบุรีไปถึงตราด และอยากเชิญนักลงทุนมาดูว่า เรามีนโยบายที่ชัดเจนและโปร่งใส พรรคพร้อมสานต่อนโยบายจากพรรคหรือรัฐบาลไหนก็ตามที่ทำมาแล้วได้ผลดี เพื่อให้นโยบายเกิดความต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนเกิดความไว้ใจ
นายคเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวว่า พรรคมีนโยบายในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยเน้น 1.พัฒนาการศึกษา 2.เศรษฐกิจ (คนไทยต้องมาก่อน) 3.คุณภาพชีวิต และ 4.คนดีต้องมีที่ยืน
พร้อมมองว่า เศรษฐกิจกับตลาดทุนแยกจากกันไม่ได้ ต้องสร้างเศรษฐกิจใหม่ โดยเน้นยุทธศาสตร์การลงทุนระดับชาติ ซึ่งที่ผ่านมายุทธศาสตร์การลงทุนของชาติไม่ชัดเจน ติดเรื่องระบบราชการทำงานต่างคนต่างทำ และเห็นว่ารัฐบาลควรดึงเอาตลาดทุนเข้าเป็นส่วนหนึ่งในกลไกการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และควรให้ตลาดหลักทรัพย์เข้าไปอยู่ทีมส่งเสริมการลงทุนตั้งแต่วันแรก ว่าถ้าเข้ามาลงทุน จะใช้เครื่องมือในการต่อยอด ต่อทุนได้อย่างไร
โดยพรรคมีนโยบายตั้งทีม Thailand Investment โดยมี EEC, BOI และตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นหัวหอกในการพบนักลงทุนแบบมีกลยุทธ์ และมีกระทรวงต่างๆ เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข เข้ามาเชื่อมโยงกับทีมไทยแลนด์ เพื่อทำให้แคมเปญประเทศชัดเจนต่อนักลงทุน
ส่วนนายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ พรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า พรรคมีโมเดล 25 ปีประเทศไทย โดยในสัปดาห์หน้า พรรคจะนำเสนอโมเดลนี้ ว่าประเทศไทยจะไปอย่างไร ผ่าน 3 scenario คือ 1.ปล่อยประเทศไปแบบนี้ ไม่สนใจเรื่องทุนเทา 2.เดินหน้าด้วยการลดการคอรัปชั่น 3.เติมทุนใหม่ และสิ่งสำคัญ คือ เรื่องหนี้สาธารณะ โดยจะมีการตั้งกองทุน ปลดหนี้ เติมสภาพคล่อง
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 ม.ค. 69)





