เยอรมนีเดินหน้าสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า กลับมาให้เงินอุดหนุนผู้ซื้ออีกครั้ง

กระทรวงสิ่งแวดล้อมเยอรมนีประกาศในวันจันทร์ (19 ม.ค.) ว่า เยอรมนีจะนำมาตรการมอบเงินอุดหนุนแก่ผู้บริโภคที่ซื้อรถยนต์ไฟฟ้ากลับมาใช้อีกครั้ง หลังระงับไปตั้งแต่สิ้นปี 2566

กระทรวงฯ ระบุว่า โครงการใหม่นี้จะครอบคลุมรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ที่จดทะเบียนใหม่ รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดบางรุ่น และรถยนต์ไฟฟ้าแบบขยายระยะทาง (Extended-Range Electric Vehicle หรือ EREV) ที่จดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป โดยกระทรวงฯ ระบุว่า เงินอุดหนุนจะมีมูลค่าตั้งแต่ 1,500 ยูโร (1,745 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึง 6,000 ยูโร

คาร์สเทน ชไนเดอร์ กล่าวว่า “โครงการนี้จะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้แก่การเดินทางด้วยพลังงานไฟฟ้าในเยอรมนีและอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศของเรา” และเสริมว่า โครงการมูลค่า 3 พันล้านยูโรนี้คาดว่าจะช่วยสนับสนุนการซื้อรถยนต์ได้ราว 800,000 คัน ไปจนถึงปี 2572

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า การสมัครผ่านช่องทางออนไลน์คาดว่าจะเปิดให้ประชาชนใช้งานได้ในเดือนพ.ค.ปีนี้ โดยจำนวนเงินอุดหนุนจะพิจารณาจากรายได้ครัวเรือนและขนาดของครอบครัว รวมถึงประเภทของรถยนต์ แทนการพิจารณาจากราคาขายเพียงอย่างเดียว โดยครัวเรือนที่มีรายได้ต่อปีที่ต้องเสียภาษีต่ำกว่า 45,000 ยูโร และมีบุตรอายุต่ำกว่า 18 ปีอย่างน้อย 2 คน จะมีสิทธิ์ได้รับเงินอุดหนุนสูงสุดเมื่อซื้อรถยนต์ประเภท BEV

ฮิลเดการ์ด มูลเลอร์ ประธานสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์เยอรมนี (VDA) แสดงความยินดีต่อมาตรการจูงใจดังกล่าว โดยยกย่องว่าเป็นก้าวย่างเชิงบวกในวงกว้าง แต่ก็เตือนว่า เงินอุดหนุนเพียงอย่างเดียวไม่อาจรับประกันการขยายตัวของตลาดอย่างยั่งยืนได้ โดยเธอกล่าวว่า ความสำเร็จในระยะยาวขึ้นอยู่กับการปรับปรุงเงื่อนไขพื้นฐาน เช่น การขยายเครือข่ายสถานีชาร์จและการลดต้นทุนค่าไฟฟ้า

ทั้งนี้ เยอรมนีเริ่มใช้มาตรการจูงใจในการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าเป็นครั้งแรกในปี 2559 แต่ได้ยุติโครงการดังกล่าวลงในช่วงปลายปี 2566 เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลกลาง ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากกระทรวงเศรษฐกิจและการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศก็แสดงให้เห็นว่า โครงการก่อนหน้านี้สนับสนุนการซื้อรถยนต์ไปประมาณ 2.1 ล้านคัน โดยใช้งบประมาณไปราว 1 หมื่นล้านยูโร

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 ม.ค. 69)