
สถาบันเศรษฐกิจโลกคีล (Kiel Institute for the World Economy: IfW) ของเยอรมนี เปิดเผยผลการศึกษาในวันจันทร์ (19 ม.ค.) ว่า ต้นทุนที่เกิดจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาแทบทั้งหมดตกเป็นภาระของผู้นำเข้าและผู้บริโภคชาวอเมริกัน มากกว่าผู้ส่งออกสินค้าจากต่างประเทศ ซึ่งสวนทางกับคำกล่าวอ้างของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ระบุว่าภาระดังกล่าวตกอยู่กับประเทศคู่ค้า
ผลการศึกษาดังกล่าวได้รับการเปิดเผยหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยกระดับความตึงเครียดทางการค้าด้วยการประกาศผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันเสาร์ (17 ม.ค.) ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. สหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 10% สำหรับสินค้าจากเดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ โดยอัตราภาษีจะเพิ่มขึ้นเป็น 25% ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. หากยังไม่มีข้อตกลงให้สหรัฐฯ เข้าซื้อกรีนแลนด์
รายงานของ IfW ซึ่งอ้างอิงข้อมูลการนำเข้าสินค้าสู่สหรัฐฯ มากกว่า 25 ล้านรายการ มูลค่ารวมราว 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ระบุว่า รายได้จากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นราว 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกสินค้าจากต่างประเทศรับภาระต้นทุนภาษีเพียงแค่ประมาณ 4% ขณะที่อีก 96% ถูกผลักภาระไปยังผู้ซื้อในสหรัฐฯ
นอกจากนี้ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ส่งออกไม่ได้ปรับลดราคาสินค้าเพื่อชดเชยผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้า
จูเลียน ฮินซ์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยนโยบายการค้าของ IfW กล่าวว่า ภาษีนำเข้าทำหน้าที่เสมือนภาษีการบริโภคสำหรับสินค้านำเข้า ท้ายที่สุดภาระต้นทุนจึงตกอยู่ภายในสหรัฐฯ ทั้งยังทำให้สินค้าในตลาดสหรัฐฯ มีความหลากหลายน้อยลงและปริมาณลดลงอีกด้วย
ทั้งนี้ IfW เตือนว่า การปรับขึ้นภาษีในระดับสูงจะส่งผลกระทบเชิงลบในระยะยาวต่อทุกฝ่าย โดยจะบั่นทอนอัตรากำไรของภาคธุรกิจในสหรัฐฯ และผลักดันให้ราคาสินค้าสำหรับผู้บริโภคปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ผู้ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ จะมียอดขายลดลง พร้อมแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นในการแสวงหาตลาดทางเลือกอื่น
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 ม.ค. 69)





