
SET ปิดวันนี้ที่ 1,296.37 จุด เพิ่มขึ้น 13.17 จุด (+1.03%) มูลค่าซื้อขาย 52,626.54 ล้านบาท นักวิเคราะห์ฯ เผยตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นได้เด่นกว่าภูมิภาค รับ Election Rally และ Fund Flow ไหลเข้าหลบความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์โลก แรงซื้อกระจายตัวสู่หุ้น Laggard แต่เตือนเริ่มแพง Valuation จ่อชน P/E 14 เท่า แนวโน้มพรุ่งนี้คาดแกว่งในกรอบ แนะติดตามงบกลุ่มธนาคาร ให้กรอบแนวรับ 1,290 จุด แนวต้าน 1,300-1,320 จุด
SET ปิดวันนี้ที่ 1,296.37 จุด เพิ่มขึ้น 13.17 จุด (+1.03%) มูลค่าซื้อขาย 52,626.54 ล้านบาท
การซื้อขายหุ้นวันนี้ ดัชนีปรับตัวขึ้นแรง โดยทำจุดสูงสุด 1,306.15 จุด และจุดต่ำสุด 1,283.48 จุด
ส่วนหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงวันนี้ เพิ่มขึ้น 320 หลักทรัพย์ ลดลง 136 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 209 หลักทรัพย์
นายณรงค์เดช จันทรไพศาล ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ไอร่า กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยขึ้นมาโดดเด่นกว่า
นอกจากนี้ ระยะสั้นได้แรงหนุนจากที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ส่งสัญญาณปรับ
อย่างไรก็ตาม พรุ่งนี้แนะเพิ่มความระมัดระวัง เนื่องจากวันนี้ดัชนี SET ขึ้นมาแรงทดสอบระดับ 1,300 จุด Forward P/E ใกล้ 14 เท่า มีความตึงตัว หากทะลุไปจะทำให้ความน่าสนใจน้อยลงเนื่องจากแพงเมื่อเทียบกับภูมิภาค โดยให้กรอบแนวรับ 1,290 จุด ถัดไป 1,280 จุด และแนวต้าน 1,300 จุด ถัดไป 1,320 จุด
ด้านนายภูวดล ภูสอดเงิน ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บล.บัวหลวง กล่าวว่า วันนี้ดัชนี SET ขึ้นไปชนแนวต้านทางเทคนิคระยะสั้น 1,300 จุด ไม่ใช่เพียงแค่แรงพยุงของ DELTA แต่มาจากหุ้นใหญ่กระจายกลุ่ม อาทิ กลุ่มพลังงาน กลุ่มโรงไฟฟ้า กลุ่มขนส่ง กลุ่มโรงพยาบาล และกลุ่มค้าปลีก
นอกจากนี้ ยังเห็นการขยับมาเล่นหุ้นขนาดกลาง-เล็กมากขึ้น หลายตัวบวกขึ้นมาแรง สะท้อนว่านักลงทุนกล้าเสี่ยงมากขึ้น แม้จะไม่มีปัจจัยบวกอย่างมีนัยสำคัญ แต่มาจากเม็ดเงินจากการลงทุนต่างชาติ และดักกระแสการลงทุนก่อนเลือกตั้ง โดยรวมจึงมองว่าจะยังหมุนเวียนลักษณะ Sector Rotation ในหุ้นใหญ่กลุ่มต่างๆ โดยจะสังเกตุว่าการเลือกหุ้นมองจากราคาหุ้นที่อยู่ข้างล่าง สามารถ Cover Short หรือไล่ขึ้นได้ง่ายกว่าไล่หุ้นบน เช่น โรงไฟฟ้า ค้าปลีก โรงพยาบาล ขณะที่หุ้นบนอย่างธนาคารและ ICT ก็ไม่ได้ลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ตลาดบวกได้ต่อเนื่อง
สำหรับประเด็น Fundflow ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นความหวังใหม่ ไม่ว่าจะเป็นจากการหมุนเงินออกมาจากตลาดสหรัฐฯ หรือยุโรปที่มีความกังวลการทำสงครามการค้าระหว่างกัน ทำให้เม็ดเงินกระจายมา Emerging Market มากขึ้นนั้น ส่งสัญญาณมาตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมาที่เม็ดเงินไหลเข้ามาทั้งภูมิภาค และตลาด TIPs เข้าพร้อมกันในรอบหลายเดือน โดยไทยรับเม็ดเงินกว่า 250 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งต้องติดตามความต่อเนื่องอีกระยะก่อนว่าจะเป็นกลุ่มที่เน้นการเทรดสั้น หรือกลับมาลงทุนยาว เนื่องจากตลาดหุ้นไทยแม้จะไม่เด่นเรื่องการเติบโต แต่เรื่อง Value play และปันผลยังแข่งขันได้
แนวโน้มวันพรุ่งนี้คาดดัชนีเคลื่อนไหว Sideways ขึ้นอยู่กับทิศทางงบการเงินกลุ่มธนาคารที่จะประกาศ ว่าจะมีแรง Sell-on-fact หรือไม่โดยเฉพาะธนาคารใหญ่ เช่น KBANK SCB KTB BBL
โดยให้กรอบแนวรับ 1,290 จุด และแนวต้าน 1,310 จุด

ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์
PTT มูลค่าการซื้อขาย 3,957.98 ล้านบาท ปิดที่ 33.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท
DELTA มูลค่าการซื้อขาย 3,949.16 ล้านบาท ปิดที่ 171.50 บาท เพิ่มขึ้น 3.50 บาท
BDMS มูลค่าการซื้อขาย 3,115.79 ล้านบาท ปิดที่ 20.10 บาท เพิ่มขึ้น 0.60 บาท
GULF มูลค่าการซื้อขาย 2,664.11 ล้านบาท ปิดที่ 45.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท
CPALL มูลค่าการซื้อขาย 1,932.25 ล้านบาท ปิดที่ 44.25 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 ม.ค. 69)





