In Focus: สันติภาพราคา 1 พันล้านเหรียญ? เปิดตัว “Board of Peace” องค์กรใหม่ที่ทรัมป์ภูมิใจเสนอ

การประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม (WEF) ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวันนี้ อาจเป็นครั้งที่ทั่วโลกจับตามองมากที่สุดครั้งหนึ่งก็ว่าได้ หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เดินหมากสำคัญที่อาจกระทบต่อระเบียบโลก นั่นคือ การจัดตั้ง “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ที่ถูกมองว่าอาจกลายเป็นองค์กรคู่แข่งขององค์การสหประชาชาติ (UN) ซึ่งมาพร้อมเงื่อนไขที่น่าตกใจอย่าง การบริจาคเงิน 1 พันล้านดอลลาร์ เพื่อแลกกับสถานะสมาชิกถาวรของคณะกรรมการดังกล่าว

In Focus ในวันนี้จึงอยากจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ “คณะกรรมการสันติภาพ” หนึ่งในแผนริเริ่มที่น่าจะทะเยอทะยานที่สุดของทรัมป์

 

รู้จัก “Board of Peace”

คณะกรรมการสันติภาพ หรือ Board of Peace เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ที่ทรัมป์มีต่อฉนวนกาซา หลังการสู้รบระหว่างอิสราเอลและกลุ่มติดอาวุธฮามาสสิ้นสุดลง โดยทรัมป์ได้เสนอจัดตั้งคณะกรรมการดังกล่าวภายใต้แผนสันติภาพ 20 ข้อ (20-point peace plan) เพื่อยุติสงครามในฉนวนกาซา ก่อนที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ให้การรับรองแผนการดังกล่าวในเดือนพ.ย. 2568 พร้อมทั้งอนุมัติการจัดตั้งกองกำลังรักษาเสถียรภาพระหว่างประเทศ (ISF)

แม้ว่าเดิมที คณะกรรมการสันติภาพจะมีเป้าหมายเพื่อวางกรอบการทำงานและบริหารจัดการด้านเงินทุนเพื่อการฟื้นฟูกาซา จนกว่าองค์การปาเลสไตน์ (PA) จะเสร็จสิ้นการปฏิรูปและสามารถกลับมาควบคุมกาซาได้อย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็ทำให้เห็นได้ว่า วิสัยทัศน์ของทรัมป์ที่มีต่อคณะกรรมการสันติภาพกว้างไกลกว่านั้น

ในจดหมายเชิญฉบับล่าสุดที่ทรัมป์ส่งถึงผู้นำ 60 ประเทศทั่วโลก แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ขอบเขตของคณะกรรมการถูกขยายไปสู่การยุติความขัดแย้งในระดับสากล โดยคณะกรรมการฯ ถูกกำหนดให้เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มุ่งส่งเสริมเสถียรภาพ และสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบหรือถูกคุกคามจากความขัดแย้ง ซึ่งเป็นบทบาทที่สหประชาชาติ (UN) ดำเนินการมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ก็ได้แสดงความเห็นเมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2569 ว่า คณะกรรมการสันติภาพ “อาจจะ” เข้ามาแทนที่ UN เพราะตัวเขามองว่า UN “ไม่ค่อยให้ความช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพมากนัก”และ “ไม่เคยทำหน้าที่ได้สมกับศักยภาพที่มี” อย่างไรก็ตาม เขายังกล่าวเสริมว่า UN ควรจะดำเนินงานต่อไป “เพราะศักยภาพขององค์กรนั้นมีมหาศาล”

 

“ทรัมป์” ครองอำนาจเบ็ดเสร็จ

คณะกรรมการสันติภาพมีโครงสร้างที่เน้นอำนาจการตัดสินใจอยู่ที่ตัวประธาน โดยมีทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานคนแรกและผู้แทนของสหรัฐฯ ซึ่งมีอำนาจหลักในเรื่องเกี่ยวกับเงื่อนไขในการเป็นสมาชิก การต่ออายุ และการถอดถอน

นอกจากนี้ กฎบัตรของคณะกรรมการยังระบุอีกว่า แม้ว่าการตัดสินใจของคณะกรรมการจะอาศัยเสียงข้างมากของประเทศสมาชิก แต่ทุกมติจะต้องได้รับความเห็นชอบจากประธาน โดยประธานยังมีสิทธิในการลงคะแนนชี้ขาดกรณีที่คะแนนออกมาเสมอกัน และมีอำนาจแต่เพียงผู้เดียวในการจัดตั้ง แก้ไข หรือยุบหน่วยงานย่อย แต่งตั้งผู้สืบทอดตำแหน่ง และเป็นผู้ชี้ขาดขั้นสุดท้ายในการตีความและบังคับใช้กฎบัตรของคณะกรรมการฯ

ขณะที่คณะกรรมการบริหารจะประกอบด้วย มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของปธน.ทรัมป์ จาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของทรัมป์ และโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ

ทั้งนี้ การจัดตั้งคณะกรรมการสันติภาพจะมีผลบังคับใช้เมื่อมีรัฐสมาชิกอย่างน้อย 3 ประเทศให้การยอมรับกฎบัตรดังกล่าว โดยประเทศสมาชิกจะดำรงตำแหน่งไม่เกิน 3 ปี แต่ประเทศที่บริจาคเงินมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ภายในปีแรก หลังจากกฎบัตรมีผลบังคับใช้ จะได้รับสถานะสมาชิกถาวร

ขณะเดียวกัน ประเทศสมาชิกสามารถถอนตัวได้ทุกเมื่อ และสามารถถูกถอดถอนโดยประธาน เว้นแต่ 2 ใน 3 ของประเทศสมาชิกจะลงมติคัดค้าน

 

ใครตอบรับ-ใครปฏิเสธ

จนถึงตอนนี้ ประเทศที่ตอบรับคำเชิญเข้าร่วมคณะกรรมการสันติภาพแล้ว ประกอบด้วย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) โมร็อกโก เวียดนาม คาซัคสถาน ฮังการี แคนาดา อาร์เจนตินา และเบลารุส แต่ยังคงไม่มีประเทศใดที่จะบริจาคเงินมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่แคนาดายืนยันชัดเจนว่าจะไม่จ่ายเพื่อเข้าร่วมอย่างแน่นอน

ขณะที่แหล่งข่าวใกล้ชิดของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส ระบุว่า รัฐบาลฝรั่งเศสเตรียมปฏิเสธคำเชิญเข้าร่วมคณะกรรมการสันติภาพ ทำให้ทรัมป์ออกมาขู่ว่าจะเก็บภาษีนำเข้าไวน์และแชมเปญจากฝรั่งเศสในอัตรา 200% เพื่อบีบให้ฝรั่งเศสเข้าร่วม

“ผมจะเก็บภาษีไวน์และแชมเปญของเขา 200% แล้วเดี๋ยวเขาก็จะเข้าร่วมเอง แต่เขาไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมก็ได้” ปธน.ทรัมป์กล่าวในการตอบคำถามนักข่าว

อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวยังไม่ได้ยืนยันว่า คำขู่ดังกล่าวเป็นความตั้งใจจริงหรือเป็นเพียงการหยอกล้อของทรัมป์กันแน่

 

รัสเซีย-จีน ได้รับเชิญด้วย

สหรัฐฯ ได้ส่งคำเชิญให้กับทั้งรัสเซียและจีนด้วย โดยทั้งสองชาติต่างยืนยันแล้วว่า ได้รับคำเชิญจริง ซึ่งรัสเซียกำลังอยู่ในระหว่างการศึกษารายละเอียดและประสานงานเพื่อขอความชัดเจนในประเด็นต่าง ๆ ขณะที่จีนยังไม่ได้ยืนยันว่าตอบรับคำเชิญหรือไม่ โดยระบุเพียงว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ยังคงรักษาเสถียรภาพไว้ได้ในภาพรวม

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสร้างความหวั่นวิตกให้กับพันธมิตรบางรายของสหรัฐฯ เนื่องจากรัสเซียยังคงทำสงครามกับยูเครนและความขัดแย้งดังกล่าวกำลังจะเข้าสู่ปีที่ 4 ในเดือนก.พ.นี้ โดยโฆษกรัฐบาลอังกฤษระบุว่า ปูตินเป็นผู้รุกรานโดยมิชอบด้วยกฎหมายในยูเครน และได้แสดงให้เห็นหลายต่อหลายครั้งแล้วว่า เขาไม่ได้จริงจังเรื่องสันติภาพ

ด้านปธน.โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครนก็ระบุว่า เป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับยูเครนที่จะเข้าร่วมคณะกรรมการชุดเดียวกับรัสเซีย

 

โลกมองอย่างไร

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของสหรัฐฯ ทำให้นักการทูตบางรายมองว่า คณะกรรมการสันติภาพ คือ “UN ในรูปแบบของทรัมป์” ที่ไม่ยึดโยงกับหลักเกณฑ์พื้นฐานของกฎบัตร UN

อย่างไรก็ตาม UN ดูเหมือนจะไม่ได้ออกมาเคลื่อนไหวมากนัก โดยโฆษกของอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการ UN กล่าวว่า กูเตอร์เรสเชื่อว่าประเทศสมาชิกมีเสรีภาพในการรวมกลุ่มกันในรูปแบบต่าง ๆ ขณะที่ฟาร์ฮาน ฮัก รองโฆษก UN กล่าวว่า สหประชาชาติจะยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจที่ได้รับมอบหมายต่อไป

 

ท่าทีของไทย

ไทยเองก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับคำเชิญจากทรัมป์ด้วยเช่นเดียวกัน โดยเว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศเผยว่า ประเทศไทยได้รับหนังสือเชิญจากทรัมป์ เกี่ยวกับ Comprehensive Plan to End the Gaza Conflict และข้อริเริ่มของสหรัฐฯ ในการจัดตั้งคณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) โดยขณะนี้ ไทยอยู่ระหว่างศึกษารายละเอียด

ไทยแสดงท่าทีพร้อมสนับสนุนทุกข้อริเริ่มที่มุ่งสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนในตะวันออกกลาง และการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเพื่อบรรเทาทุกข์แก่ชาวปาเลสไตน์ โดยหวังว่าแนวทางดังกล่าวจะตอบสนองต่อเจตนารมณ์ของชาวปาเลสไตน์และได้รับการยอมรับจากประเทศในภูมิภาค

ทั้งนี้ ไทยยังคงยืนหยัดสนับสนุนแนวทาง “สองรัฐ” (Two-State Solution) เพื่อให้ทั้งอิสราเอลและปาเลสไตน์อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติและมั่นคง ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศและมติของ UN

 

แม้ว่าคณะกรรมการสันติภาพจะถูกนำเสนอในฐานะทางออกใหม่ของความขัดแย้งต่าง ๆ แต่การวางโครงสร้างให้อำนาจเบ็ดเสร็จในการตัดสินใจอยู่ที่ตัวบุคคลเพียงคนเดียว ประกอบกับความพยายามในการกดดันให้พันธมิตรเข้าร่วม ก็ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า องค์กรนี้อาจเป็นเพียงเครื่องมือขยายอิทธิพลทางการเมืองมากกว่าการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน ประเด็นนี้จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญที่นานาชาติต้องจับตา โดยเฉพาะบทบาทของไทยและประเทศต่าง ๆ ในการรักษาสมดุลระหว่างอำนาจใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น กับหลักการสากลเดิม ท่ามกลางบริบทโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 ม.ค. 69)