ทองปิดพุ่ง $66.30 เฉียด 5,000 ดอลลาร์ จับตาทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกในวันศุกร์ (23 ม.ค.) และขยับเข้าใกล้ระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หลังนักลงทุนเพิ่มการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และกระแสคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะถัดไป

ทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนก.พ. เพิ่มขึ้น 66.30 ดอลลาร์ หรือ 1.35% ปิดที่ 4,979.70 ดอลลาร์/ออนซ์

นักวิเคราะห์มองว่า บทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยและเครื่องมือกระจายความเสี่ยง กำลังทำให้ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์สำคัญในพอร์ตการลงทุนเชิงกลยุทธ์ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจและการเมืองโลกมีความไม่แน่นอนสูง

นับตั้งแต่ต้นปี 2569 ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับนาโตเกี่ยวกับกรีนแลนด์ ความกังวลต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ รวมถึงความไม่แน่นอนด้านนโยบายภาษีที่ยังดำเนินอยู่ ได้ผลักดันความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยให้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะเดียวกัน การเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก และแนวโน้มการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ในวงกว้าง ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนราคาทองคำอย่างต่อเนื่อง

ด้านนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ตลาดคาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในการประชุมวันที่ 27–28 ม.ค. นี้ แต่ยังมีการคาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี พ.ศ. 2569 ซึ่งในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย ทองคำมักได้รับความนิยมมากขึ้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ

ตลาดยังคงจับตาการประชุมนโยบายการเงินของเฟดในสัปดาห์หน้า โดยข้อมูลล่าสุดจาก FedWatch Tool ของ CME Group ระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนักถึง 97.2% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50–3.75% ในการประชุมวันที่ 27–28 ม.ค.นี้

นอกจากนี้ นักลงทุนคาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ โดยคาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือน มิ.ย. และ ต.ค. ซึ่งจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยของเฟดลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3.00–3.25% ในช่วงสิ้นปี 2569 จากระดับปัจจุบันที่ 3.50–3.75%

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 ม.ค. 69)