
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในงานสัมมนา “Mission to Win for The Game Changer: ภารกิจพิชิตชัย แก้เกมไว คว้าแต้มต่อการค้าโลก”ว่า ความท้าทายที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีอยู่ 4 ด้านที่สำคัญ คือ 1.อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว 2.ปริมาณการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป 3.สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และ 4.การแข่งขันที่รุนแรง ทั้งตลาดส่งออก และตลาดภายในประเทศ
ทั้งนี้ เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนสูง ขณะที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปีที่ผ่านมา อยู่ในระดับต่ำไม่ถึง 2% และยังต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค ส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยเอง โดยหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย คือ ภาคการส่งออก ที่ถือว่ายังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง เพราะการส่งออกของไทยในปี 68 ที่เติบโตได้สูงนั้น เป็นผลจากการเร่งส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา เพราะกังวลเรื่องมาตรการภาษี (Reciprocal Tariff) แต่ในปีนี้ แนวโน้มการส่งออกของไทยอาจชะลอลง และมีความเสี่ยงใกล้เคียงระดับ 0% หรือที่ -1%
“ปีนี้ ภาคการส่งออกอาจไม่ใช่ engine เพราะอาจจะใกล้ 0% หรือ -1% หรือหากยังมีความไม่แน่นอน ก็อาจจะลดลงได้มากกว่านี้ ถ้าจะให้เป็นบวกได้ ต้องมีปัจจัยอีกมากมาย ดังนั้นจึงถือว่าเป็นปัจจัยที่ท้าทาย โดยเฉพาะการเติบโต ท่ามกลางการบริโภคในประเทศที่ไม่ได้สูง” รมว.พาณิชย์ กล่าว
พร้อมระบุว่า ในด้านการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ ผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ล่าสุด มีมูลค่าสูงถึง 1.3 ล้านล้านบาท และเป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ถึง 9.8 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงในประเทศภายในปีนี้ไม่ต่ำกว่า 480,000 ล้านบาท โดยต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เนื่องจากงบประมาณภาครัฐมีข้อจำกัด ซึ่งรัฐบาลพร้อมเร่งอำนวยความสะดวกด้านใบอนุญาต (fast pass)และกฎระเบียบ เพื่อเปลี่ยนคำขอส่งเสริมการลงทุนให้เป็นเม็ดเงินของการลงทุนจริงอย่างเป็นรูปธรรม
รมว.พาณิชย์ กล่าวด้วยว่า ในปัจจุบัน บริบทการค้าโลกได้เปลี่ยนจากโลก 2 ขั้ว ไปสู่โลกหลายขั้ว (Multipolar World) ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและการแข่งขันรุนแรง ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องวางตำแหน่งของตนเองอย่างรอบคอบ โดยโลกมองว่า “เอเชียคือโอกาส” และไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่นานาชาติต้องการสร้างความร่วมมือมากขึ้น
ในด้านยุทธศาสตร์ภูมิภาค ไทยต้องยึดโยงกับอาเซียนให้เข้มแข็ง ใช้ขนาดตลาด และจำนวนประชากรเป็นพลังต่อรอง พร้อมใช้จุดแข็งด้านภูมิศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค รวมทั้งบทบาทของไทย ในฐานะประธานการเจรจาด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน เพื่อผลักดันกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัล ASEAN Digital Economy Framework Agreement (DEFA) ซึ่งตั้งเป้ายกระดับการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในยุคดิจิทัลอาเซียน จาก 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030
ทั้งนี้ นางศุภจี ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการนำเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI มาใช้พัฒนาทักษะแรงงาน (Upskill-Reskill) และเพิ่มขีดความสามารถทางธุรกิจ พร้อมระบุว่า “AI จะไม่มาแทนคน แต่ที่สำคัญ คนที่ใช้ AI เป็น จะมาแทนคนที่ไม่ใช้”
สำหรับนโยบายสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ จะมุ่งดำเนินการ 6 ด้านหลัก ได้แก่
1. การขยายตลาดใหม่ และการใช้ประโยชน์จาก FTA อย่างเต็มที่
2. เร่งสรุปการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) และทำให้ FTA ที่มีอยู่แล้ว 14 ฉบับ มีความร่วมสมัย
3. การปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ จากการค้าที่ไม่เป็นธรรม ด้วยมาตรการทางการค้า
4. ร่วมแก้เกม เมื่อถูกไต่สวนเรื่องการทุ่มตลาด
5. รักษาผลประโยชน์อุตสาหกรรมไทย ใช้ local content ไทย
6. การปิดช่องว่างสินค้านำเข้าทะลัก และการยกระดับมาตรฐานสินค้า
พร้อมกันนี้ ยังให้ความสำคัญกับการปราบปรามธุรกิจอำพราง และนอมินี โดยใช้ AI เชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่โปร่งใสและเป็นธรรม
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังให้ความสำคัญกับการค้าอย่างยั่งยืน (Sustainability) และเศรษฐกิจสีเขียว โดยสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด การพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว และการสร้างความร่วมมือทางการค้าในลักษณะห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่คำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit)
“การทำการค้าในโลกยุคใหม่ ไม่ใช่มองแค่จุดเดียว แต่ต้องมองเป็นเครือข่ายหลายจุด และเข้าไปเป็นจิ๊กซอว์ เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างมีคุณค่า หากเราทำได้ ไทยจะไม่ใช่เพียงผู้ตาม แต่เป็นผู้ร่วมกำหนดเกมการค้าโลก” นางศุภจีกล่าว

KKP คาด GDP ปี 69 โต 1.6% เตือนปัญหาโครงสร้างฉุดฟื้นตัว
นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงิน เกียรตินาคินภัทร (KKP) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ราว 1.6% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำกว่าในปี 2568 ซึ่งคาดว่าอยู่ที่ราว 2% และถือว่าเป็นปีที่ 4 ที่เศรษฐกิจไทยโตช้ากว่าเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเผชิญกับปัญหาความสามารถในการแข่งขัน
โดยสิ่งสำคัญ 3 เรื่อง ที่ต้องจับตา ได้แก่ 1. การท่องเที่ยวจะกลับมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้หรือไม่ เนื่องจากในปัจจุบันการท่องเที่ยวยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ 2. ความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์, ปิโตรเคมี และอิเล็กทรอนิกส์ ที่เผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากต่างประเทศ และ 3.สถาบันการเงินยังมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ส่งผลให้การบริโภคสินค้าคงทน เช่น บ้าน รถยนต์ เติบโตได้ไม่เต็มที่
“ปีนี้ อาจเป็นปีของการเลียแผล โมเมนตัมจะชะลอในช่วงครึ่งปีแรก และจะเริ่มดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง แต่เศรษฐกิจไทยคงไม่ได้กลับไปโต 3-5% คงจะโตใกล้ 2%” นายพิพัฒน์ กล่าว
พร้อมระบุว่า โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะกลับไปเติบโตในระดับ 3-5% เป็นไปได้ยาก เนื่องจากประเทศไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะเรื่องที่หนักสุด คือ เรื่องโครงสร้างประชากร ที่คนเกิดน้อยลง ประชากรเข้าสู่สังคมสูงวัย ตลาดในประเทศเติบโตช้า ซึ่งหากจะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ดี ไม่ตกท้องช้าง จำเป็นต้องเร่งรัดการลงทุน เพิ่ม productivity เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และภาคบริการในรูปแบบใหม่ เร่งลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ โดยเน้นตัวที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนไปได้
หอการค้าไทย มองสวนคาดส่งออกโตได้ 5% บวก/ลบ
นายชนินทร์ ชลิศราพงศ์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ศักยภาพของเศรษฐกิจไทย สามารถเติบโตได้ถึง 5% ซึ่งการที่หลายหน่วยงานประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะโตในระดับเพียง 1.5% นั้น ถือเป็นการประเมินตัวเองต่ำไป และเชื่อว่าเรื่องนี้จะมีทางแก้ไขได้ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาโครงสร้างทางการเมือง และความโปร่งใส ซึ่งประเทศไทยถือว่าอยู่ในระดับต่ำ ต้องปรับปรุงแก้ไขเป็นลำดับแรก ลำดับต่อมา คือ การปรับปรุงโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตร เพราะที่ผ่านมาขาดการพัฒนาสินค้า รัฐบาลเน้นการเยียวยาเพียงอย่างเดียว
ทั้งนี้ จะเห็นว่าในปี 2568 ที่ผ่านมา การส่งออกของไทยสามารถเติบโตได้ในระดับ 2 หลัก (เกือบ 13%) ท่ามกลางภาวะเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นถึง 7% ในขณะที่ประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม ค่าเงินอ่อนค่า 3-4% ซึ่งหากค่าเงินอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน เชื่อว่าการส่งออกของไทยในปีที่ผ่านมามีโอกาสเติบโตได้ถึง 20% และไม่เชื่อว่าการส่งออกไทยปีนี้ จะเติบโตได้เพียง 0-1% ตามที่หลายหน่วยงานประเมินไว้ แต่มองว่ามีโอกาสที่จะได้เห็น 5% บวก/ลบ
“ประเทศไทยยังมีโอกาสมาก แต่ต้องปรับโครงสร้าง อย่างแรกคือ อย่าโกงกิน ปัญหานี้รู้ ๆ กันอยู่ ถ้าแก้ปัญหาเรื่องความโปร่งใสได้ ก็จะช่วยเซฟเงินได้ไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านบาท ไปช่วย Generate income ให้ได้มากขึ้น สินค้าเกษตร อาหาร โตได้ 2 แสนล้านบาท/ปี ถ้ารวมกับ 3 แสน ก็จะเป็น 5 แสนล้านบาท บวก FDI อีก 1.3 ล้านล้านบาท หากเราปรับตัวได้แค่พอเท่ากับเวียดนาม เงินลงทุนก็จะเข้ามาอีกมาก” นายชนินทร์ ระบุ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ม.ค. 69)





