
นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวว่า หากพิจารณาจากปัจจัยทางเทคนิคจะเห็นว่าทองคำยังเคลื่อนไหวเหนือเส้นค่าเฉลี่ยทุกระยะทั้งสั้น-กลาง-ยาว สะท้อนถึงแรงซื้อที่มีเข้ามาต่อเนื่อง ตราบใดที่ราคาทองคำยืนเหนือแนวรับบริเวณ 4,640 ดอลลาร์/ออนซ์ได้ มีโอกาสที่ราคาทองคำโลกจะพุ่งทดสอบ 5,100-5,136 ดอลลาร์/ออนซ์ มุ่งสู่ 5,400 ดอลลาร์/ออนซ์ ก่อนจะเกิดการปรับฐานขนาดใหญ่ เนื่องจากเริ่มมีสัญญาณเตือนในเชิงลบที่ชี้ว่า ราคามีโอกาสจะพักฐาน (หรือราคาอาจย่อตัวลงชั่วคราว) เพื่อสะสมกำลังใหม่ เนื่องจากราคาตอนนี้พุ่งสูงขึ้นจนอยู่ในสภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought) ทั้งในกราฟราย 4 ชั่วโมง กราฟรายวัน และรายสัปดาห์
นอกจากนี้ยังเริ่มเกิดสัญญาณขัดแย้งกัน (Divergence) ระหว่างราคา และ ดัชนีวัดแรงแกว่งตัว (RSI) ในกราฟระดับสัปดาห์ (Weekly) อีกด้วย ทั้งนี้หากกรณีหลุดบริเวณ 4,640 ดอลลาร์/ออนซ์ มองว่าราคาจะปรับฐานก่อน แต่ยังคงมองว่าเป็นการพักตัวเพื่อขึ้นต่อ ตราบใดที่ราคายังคงสามารถยืนเหนือแนวรับบริเวณ 4,274 ดอลลาร์/ออนซ์ได้
อย่างไรก็ดีแม้ว่าเมื่อราคาทองคำปรับตัวขึ้นสูงจะส่งผลให้มีแรงขายทำกำไรสลับออกมาเป็นระยะ แต่วายแอลจีประเมินว่าเป็นแรงขายทำกำไรในระยะสั้นจากนักเก็งกำไร และจากกองทุน ETF รวมไปถึงบางประเทศที่ถือครองทองคำ แต่เรามองว่าธนาคารกลางส่วนใหญ่จะยังคงถือครองทองคำในระยะยาว โดยไม่ขายทำกำไรเพื่อกระจายพอร์ตเงินทุนทำรองระหว่างประเทศ ทำให้ธนาคารกลางจะยังคงซื้อสุทธิทองคำต่อเนื่องมากกว่าที่จะพลิกกลับมาเป็นขายสุทธิ
ทั้งนี้หากดูจากแรงซื้อทองคำรอบตั้งแต่ปลายเดือน ธ.ค.-ม.ค.นี้พบว่ามาจากแรงซื้อในทุกมิติและทุกกลุ่มนักลงทุน ประกอบด้วย
1.กลุ่มนักเก็งกำไรในตลาด COMEX จากกองทุนเฮดจ์ฟันและผู้จัดการกองทุน โดยในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 20 ม.ค.พบว่า จำนวนสถานะซื้อเพิ่มขึ้น 4,843 สัญญา สู่ระดับ 163,668 สัญญา ส่วนจำนวนสถานะขายของนักเก็งกำไรเพิ่มขึ้น 2,144 สัญญา สู่ระดับ 26,224 สัญญา ทำให้สถานะสุทธิในหมู่นักเก็งกำไรทองเป็น “สถานะซื้อสุทธิ” ที่ระดับ 137,444 สัญญา หรือคิดเป็นปริมาณ 427.53 ตัน บ่งชี้ว่า ดีมานด์นักลงทุนรายย่อย (retail investors) กำลังมีบทบาทสำคัญต่อราคาทองในตลาดขณะนี้
2.นักลงทุนสถาบัน กองทุน ETF กระแสเงินทุนที่ไหลเข้า-ออกกองทุน ETFs ทองคำทำให้นักลงทุนได้เห็นมุมมองของนักลงทุนรายใหญ่ที่ใช้กองทุน ETFs ทองคำเพื่อเป็นเครื่องมือหนึ่งในการบริหารพอร์ตการลงทุน ในปี 2568 พบว่ากองทุน ETF ทองทั่วโลกถือครองทองคำเพิ่มรวม 800.3 ตันสู่ระดับ 4,024.5 ตัน ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ ก่อนที่ครึ่งแรกขอเดือนม.ค. กองทุน ETF ทองทั่วโลกถือครองทองคำเพิ่มอีก 35.8 ตันสู่ระดับ 4,064.7 ตัน
3.ความต้องการจากจีน เดือน ธ.ค.มีการถอนทองคำออกจากตลาดทองคำเซี่ยงไฮ้ (SGE) รวมทั้งสิ้น 115 ตัน ซึ่งเพิ่มขึ้น 36% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า สะท้อนอุปสงค์ในภาพค้าส่งทองคำของจีนที่เริ่มฟื้นตัว เนื่องจากผู้ค้าปลีกเตรียมสต๊อกทองคำเพื่อการขายปลายปีและต้นปีซึ่งเป็นปัจจัยตามฤดูกาลก่อนเทศกาลตรุษจีน ขณะที่กองทุนทองคำ ETF ของจีนเกิดกระแสเงินทุนไหลเข้าในเดือนธันวาคมติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 โดยมีเงินไหลเข้าเพิ่ม 3.9 พันล้านหยวน (ประมาณ 545 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3.8 ตัน) ด้านธนาคารกลางจีน(PBOC) รายงานการเข้าซื้อทองคำในเดือน ธ.ค. ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 14 โดยได้ซื้อเพิ่มอีก 0.9 ตัน ณ สิ้นปี 2568 จีนมีทุนสำรองทองคำอย่างเป็นทางการรวมทั้งสิ้น 2,306 ตัน คิดเป็น 8.5% ของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศทั้งหมด
4.ความต้องการจากอินเดีย แม้ราคาทองคำที่ทะยานขึ้นจะกดดันแรงซื้อในส่วนของทองคำกายภาพ แต่การซื้อทองคำดิจิทัล (Digital Gold) ของคนอินเดียผ่านระบบชำระเงิน UPI (Unified Payments Interface)เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2568 มูลค่าธุรกรรมปรับขึ้นจาก 8,000 ล้านรูปี (ประมาณ 88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในเดือน ม.ค.เป็น 21,000 ล้านรูปี (ประมาณ 231 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในเดือน ธ.ค. หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าภายใน 1 ปี การเติบโตดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากความสะดวกในการซื้อ, การเข้ามามีส่วนร่วมของกลุ่มผู้ซื้อหน้าใหม่และฐานนักลงทุนที่กว้างขึ้น, การเพิ่มขึ้นของผู้ให้บริการในตลาดทั้งจากฝั่งร้านทอง (jewellers) และแพลตฟอร์มฟินเทค (fintech)
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ม.ค. 69)





