
นายทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ประจำประเทศไทยและเวียดนาม ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวว่า ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด มองว่า เศรษฐกิจไทยในปี 69 เริ่มมีเสถียรภาพ แต่ยังคงมุมมองเฝ้าระวัง โดยคาดว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะเริ่มดีขึ้น จากแรงสนับสนุนของนโยบายภาครัฐ ภาวะการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น และเสถียรภาพของภาคต่างประเทศที่เริ่มฟื้นตัว ซึ่งน่าจะเห็นผลชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
โดยธนาคารคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 2% ในปี 69 ทรงตัวจากปี 68 โดยแรงส่งทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปี 69 ยังอยู่ในระดับจำกัด ก่อนจะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี โดยที่ความไม่แน่นอนด้านการค้า และการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ยังคงเป็นปัจจัยกดดันการขยายตัวในระยะสั้น ขณะที่นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย และมาตรการการคลังแบบเฉพาะจุด จะช่วยรองรับความเสี่ยงด้านลบได้ในระดับหนึ่ง
ด้านอัตราเงินเฟ้อ ยังคงอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป จะติดลบต่อเนื่องจนถึงช่วงกลางปี 69 จากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ และราคาพลังงานที่ลดลง ซึ่งเปิดโอกาสให้การดำเนินนโยบายการเงินยังคงอยู่ในทิศทางผ่อนคลาย โดยคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงสู่ระดับ 1% ในปีนี้ ซึ่งจะเห็นการพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในเดือนก.พ.นี้เป็นอย่างเร็ว
ส่วนภาคการท่องเที่ยว ยังคงฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนยังอยู่ต่ำกว่าระดับในอดีต แต่คาดว่าการฟื้นตัวตามฤดูกาลในช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 69 จะช่วยหนุนจำนวนนักท่องเที่ยวในระยะสั้น ควบคู่กับอุปสงค์ที่ปรับดีขึ้นจากตลาดสำคัญอื่น ๆ อย่างไรก็ดี การเร่งตัวของการเติบโตอย่างยั่งยืน ยังจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติม
ด้านการคลังของไทย คาดว่าการขาดดุลงบประมาณในปีงบประมาณ 69 จะปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.4% ของ GDP แม้ว่าการปรับฐานะการคลังจะต้องใช้เวลา แต่ฐานะการคลังของประเทศยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และคาดว่าประเทศไทย จะยังคงรักษาอันดับความน่าเชื่อถือระดับลงทุน (investment grade) ไว้ได้
“เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค ยังคงแข็งแกร่ง อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวอย่างค่อยเป็นค่อยไป จะช่วยพยุงการขยายตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง และการกระจายตลาดส่งออก จะเป็นแรงหนุนในระยะยาว” นายทิม กล่าว
ทั้งนี้ แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะกลาง จะได้รับแรงสนับสนุนจากความพยายามในการยกระดับอุตสาหกรรมหลัก การดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่มีความหลากหลายมากขึ้น และการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในห่วงโซ่อุปทานโลก แต่อย่างไรก็ดี ยังคงต้องรอติดตามผลการเลือกตั้งของไทย และการจัดตั้งรัฐบาลที่จะกำลังจะเกิดขึ้น
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ม.ค. 69)





