เปลือกทุเรียนกลายเป็นผ้า ผลงานวิจัยจุฬาฯ สู่แบรนด์ MUW ส่งเสริม Soft Power ไทย

ดร.อุษา ประชากุล ดุษฎีบัณฑิตคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวิชานฤมิตศิลป์ สร้างสรรค์นวัตกรรม “สิ่งทอหมุนเวียนจากเศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียน” สำเร็จเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เปลี่ยนขยะจากเปลือกทุเรียน 146 ล้านกิโลกรัมต่อปีให้กลายเป็นผืนผ้าคุณภาพสูง พร้อมยกระดับเป็นผลิตภัณฑ์แฟชั่นภายใต้แบรนด์ MUW เพื่อส่งเสริม Soft Power ไทยสู่เวทีโลก

นวัตกรรมชิ้นนี้คว้ารางวัลดีเด่นจากงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2567 ด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และ BCG Economy Model รวมถึงรางวัล Excellence Award จากงาน The 24th International FABI Fashion Exhibition 2024 ในประเทศเกาหลีใต้

แก้วิกฤตขยะทุเรียนล้นเมือง

ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตทุเรียนอันดับหนึ่งของโลก มีอัตราการส่งออกเพิ่มสูงขึ้น 488% ส่งผลให้เกิดเศษเหลือทิ้งจากเปลือกทุเรียนสูงถึง 146 ล้านกิโลกรัมต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การจัดการในปัจจุบันใช้วิธีฝังกลบหรือเผาทำลาย ซึ่งไม่เพียงเป็นภาระของเกษตรกร แต่ยังสร้างมลพิษที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้คนในระยะยาว

ดร.อุษา ผู้ชื่นชอบแฟชั่นและสิ่งทอ พร้อมใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อม จึงหาทางออกด้วยการพัฒนานวัตกรรมสิ่งทอจากเศษเหลือทิ้งเปลือกทุเรียน การวิจัยครั้งนี้ใช้เวลากว่า 3 ปี ตั้งแต่ช่วงปีที่ 1 เทอม 2 ของการศึกษาระดับปริญญาเอก จนสำเร็จเป็นชิ้นงานและผลิตภัณฑ์ที่พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ในปีสุดท้ายของหลักสูตร

จากสับปะรดสู่ทุเรียน

ก่อนหน้านี้ ดร.อุษา เคยพัฒนาเส้นใยจากเปลือกสับปะรดที่เหลือทิ้งในภาคการเกษตรและสร้างสรรค์เป็นคอลเลกชันกระเป๋าในระดับปริญญาโท เมื่อศึกษาในระดับปริญญาเอก จึงต่อยอดสำรวจพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ที่มีศักยภาพ และได้ข้อสรุปที่ “ทุเรียน” – พืชเศรษฐกิจที่มีเปลือกเหลือทิ้งจำนวนมากและมีคุณสมบัติเหมาะสมในการทำเป็นเส้นใย

“เปลือกทุเรียนมีเซลลูโลสธรรมชาติสูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ มีคุณสมบัติเชิงกลคล้ายคลึงกับเส้นใยฝ้ายและป่าน จึงสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมสิ่งทอได้” ดร.อุษา กล่าว

ทดลองล้มเหลว จนค้นพบวิธีแช่ดอง

การสกัดเปลือกทุเรียนให้เป็นเส้นใยที่มีคุณภาพนั้นเป็นขั้นตอนที่ยากและท้าทาย ในช่วงแรก ดร.อุษา นำเปลือกทุเรียนมาตากแห้ง ต้ม และอบ แต่เส้นใยที่ได้กรอบและแข็งกระด้าง ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้

จากความล้มเหลว ดร.อุษา จึงแสวงหาความรู้เพิ่มเติมในจังหวัดจันทบุรี แหล่งปลูกทุเรียนที่สำคัญ ที่นั่น ดร.อุษา ได้พบและรับคำแนะนำจากอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี จันทบุรี ผู้มีประสบการณ์สกัดเส้นใยจากเปลือกทุเรียนเพื่อทำกระดาษบรรจุภัณฑ์

“วิธีการที่ได้เรียนรู้และนำมาทดลองก็คือการแช่ดองเปลือกทุเรียนในน้ำเปล่า วิธีนี้จะไม่ทำให้เส้นใยทุเรียนเสียสภาพ จากนั้นก็นำมาแยกเส้นใยที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้”ดร.อุษา อธิบาย

ผสานภูมิปัญญาชุมชน ทดสอบอัตราส่วนผสม

เมื่อได้เส้นใยคุณภาพแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการทอเป็นผืนผ้า ดร.อุษา ทำงานร่วมกับชุมชนโดยใช้ภูมิปัญญาในการปั่นเส้นด้ายด้วยมือ (การเข็นเส้นด้าย) แบบชุมชน

“การทดลองทอผืนผ้าเริ่มจากต้นแบบเส้นด้ายเบอร์ NE12 ในอัตราส่วนไหม 80 เปอร์เซ็นต์ ผสมใยทุเรียน 20 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นทดลองทอผืนผ้าในอัตราส่วนต่าง ๆ ตั้งแต่ 50:50, 60:40, 70:30, 80:20 และ 90:10 ของเส้นไหม ต่อเส้นไหมผสมใยทุเรียน โดยกำหนดให้เส้นด้ายไหมเป็นเส้นยืนและเส้นด้ายไหมผสมใยทุเรียนเป็นเส้นพุ่ง” ดร.อุษา อธิบายแนวทางการทดลอง

ผืนผ้าทุกอัตราส่วนได้รับการทดสอบประสิทธิภาพจาก LAB TEST และสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอประเทศไทยครอบคลุมทั้งด้านเคมีและกายภาพ รวมถึงการทดสอบกรด-เบส การซัก/ปั่น การส่องกล้องจุลทรรศน์ ความแข็งแรง การระบายอากาศ และการต้านเชื้อแบคทีเรีย

เหนือกว่าผ้าไหม 100% แทบเท่าตัว

“จากการทดสอบประสิทธิภาพทั้งทางด้านเคมีและทางกายภาพ พบว่าผ้าไหมผสมใยทุเรียนในอัตราส่วน 50:50 สามารถระบายอากาศได้ดีกว่าผืนผ้าไหม 100 % เกือบเท่าตัว เพราะผืนผ้าไหมผสมใยทุเรียนมีค่าการระบายอากาศสูงถึง 59.46 ลูกบาศก์เซนติเมตรต่อตารางเซนติเมตรต่อวินาที ในขณะที่ผ้าไหม 100 % มีค่าการระบายอากาศเพียง 39.68 ลูกบาศก์เซนติเมตรต่อตารางเซนติเมตรต่อวินาที นอกจากนี้ ผืนผ้าที่พัฒนาขึ้นนั้นยังมีประสิทธิภาพในการต้านเชื้อแบคทีเรียได้สูงถึง 99.92 เปอร์เซ็นต์” ดร.อุษา เผย

ด้วยคุณสมบัติการระบายอากาศและการต้านเชื้อแบคทีเรียที่ดีเยี่ยม ดร.อุษา เชื่อมั่นว่าผืนผ้าไหมผสมใยทุเรียนจะตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขอนามัยและความรู้สึกสบายในการสวมใส่เสื้อผ้า

ปรับกระบวนการผลิตสู่เชิงพาณิชย์

ปัจจุบันนวัตกรรมนี้ได้จดอนุสิทธิบัตรแล้ว และอยู่ระหว่างการนำไปขยายผลเชิงพาณิชย์ ดร.อุษา เสนอแนวทางเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ 2 แบบ คือ การร่วมมือกับชุมชนอาศัยภูมิปัญญาท้องถิ่นและฝีมือคนชุมชนในการทอผืนผ้า และการทำงานกับโรงงานอุตสาหกรรมใช้วิธีการปั่นด้ายแบบวงแหวน (Ring Spinning) เพื่อผลิตเส้นด้ายในเชิงพาณิชย์

ในช่วงเริ่มต้น กระบวนการผลิตใช้วิธีการแบบชุมชน 100% ตั้งแต่การเข็นเส้นใย การย้อมสี ไปจนถึงการทอผืนผ้า อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงความต้องการของตลาดและระยะเวลาในการผลิต ดร.อุษา จึงปรับกระบวนการโดยนำเส้นใยทุเรียนผสมไหมไปผลิตผ่านเครื่องจักรในโรงงาน ช่วยให้กระบวนการเข็นเส้นใยเร็วขึ้น ขณะที่กระบวนการย้อมสีและการทอผืนผ้ายังคงใช้ภูมิปัญญาชุมชน 100% เพื่อรักษาคุณค่าและเอกลักษณ์ของงานฝีมือดั้งเดิม

แบรนด์ MUW ผสานธรรมชาติ ศิลปะ และความเชื่อ

งานวิจัยนี้ไม่ได้จบลงที่เส้นด้าย ดร.อุษา ต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ภายใต้แบรนด์ MUW.OFFICIAL (มูวว์ ออฟฟิเชียล) ด้วยแนวคิดการออกแบบที่ทันสมัย

แบรนด์ใช้แนวคิดสิ่งทอเคลื่อนไหว (Kinetic Textiles) และโครงสร้างเคลื่อนไหว (Kinetic Structures) ในลักษณะการเคลื่อนไหวของลายเส้นผ่านทัศนธาตุ สร้างมิติความลวงตา เพื่อสร้างรูปทรงที่สอดรับกับสรีระของผู้หญิง ช่วยเสริมความมั่นใจและบุคลิกภาพของผู้สวมใส่

 

จุดเด่นที่โดดเด่นของแบรนด์คือ การนำภูมิปัญญาการทอมือของชุมชนที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาสร้างสรรค์ลวดลายสัตว์มงคล 9 ลวดลาย ได้แก่ กวาง (มั่งมีศรีสุข) เสือ (ผู้นำ) สิงโต (อำนาจ) มังกร (โชคลาภ) นกยูง (มงคล) หงส์ (เจริญรุ่งเรือง) กบสามขา (เพิ่มพูนเงินทอง) ม้า (พลังความสำเร็จ) และปลา (มั่งคั่งร่ำรวย)

“ใยทุเรียนยังถือเป็นเส้นใยจากไม้มงคลประเภทหนึ่ง เมื่อนำมาทอผ่านลวดลายสัตว์มงคล ซึ่งเป็นการถอดสัญลักษณ์ตามทฤษฎีสัญวิทยา นี่คือการผสมผสานระหว่างความเชื่อทางวัฒนธรรมกับนวัตกรรมสมัยใหม่ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ในมิติที่ลึกซึ้งกว่าแค่การใช้งาน แต่ยังเป็นการยึดเหนี่ยวจิตใจและส่งเสริมความเชื่อเรื่องสิริมงคล” ดร.อุษา กล่าวถึงจุดเด่นของแบรนด์

MUW.OFFICIAL มีผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท ตั้งแต่เครื่องแต่งกาย กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้าน ทั้งหมดผลิตผ่านกรรมวิธีทางธรรมชาติและภูมิปัญญาการทอมือ

โดนใจ Gen Y สายมู

แบรนด์ MUW.OFFICIAL เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2567 โดยใช้ช่องทางออนไลน์ในการสื่อสารการตลาดและขายผลิตภัณฑ์ กลุ่มเป้าหมายหลักคือ Generation Y อายุ 27-42 ปี ซึ่งมีทั้งคนทำงานประจำที่ต้องการประสบความสำเร็จ และกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ที่อยากประสบความสำเร็จทางธุรกิจ

จากการสัมภาษณ์ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย พบว่าทั้งสองกลุ่มนี้มีลักษณะร่วมกันคือความปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานตั้งแต่อายุยังน้อย และในขณะเดียวกัน ก็ตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม สนใจผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน รวมถึงสนใจผลิตภัณฑ์เสริมสิริมงคลที่ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจ

การผสานระหว่างความเชื่อเรื่องมงคลกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมทำให้ผลิตภัณฑ์จากเส้นใยทุเรียนตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้า Gen Y ได้อย่างลงตัว เมื่อนำผลิตภัณฑ์ลงสู่ตลาดจริงผ่านการออกบูธ ก็ได้รับผลตอบรับที่เกินความคาดหมาย สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มตลาดเป้าหมายที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้นถูกต้องและตรงกับความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค

สร้างห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ดร.อุษา กล่าวว่าการมีทางเลือกใหม่ในการจัดการเศษเหลือทิ้งไม่เพียงแต่แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างห่วงโซ่คุณค่าใหม่ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

ชุมชนในจังหวัดจันทบุรีและพื้นที่อื่นๆ ที่มีเศษเหลือทิ้งจากทุเรียนสามารถสร้างรายได้เสริม ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม และยกระดับทักษะของช่างทอผ้าในชุมชน ภาครัฐได้รับองค์ความรู้ใหม่ที่สามารถนำไปต่อยอดและขยายผลสู่ชุมชนอื่นๆ และภาคเอกชนได้รับการสนับสนุนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเส้นใยธรรมชาติ นำไปสู่การปรับตัวลดต้นทุนการผลิตในอนาคต โดยเฉพาะการลดการนำเข้าเส้นใยจากต่างประเทศ

“การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้เป็นการต่อยอดสู่การเป็น Soft Power ของไทยเพราะเป็นการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับนวัตกรรมสมัยใหม่ สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ ผ่านการเล่าเรื่องของวัฒนธรรม ความเชื่อ และความคิดสร้างสรรค์ที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย ซึ่งแนวทางนี้จะนำไปต่อการยอดพัฒนา โดยสามารถปรับใช้ในพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศไทยที่มีเหลือทิ้งจากพืชเศรษฐกิจ รวมถึงการพัฒนาปรับใช้กับวัสดุอื่น ๆ ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันได้ เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเศษเหลือทิ้ง แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศใหม่ที่ยั่งยืน เชื่อมโยงตั้งแต่เกษตรกร ชุมชน อุตสาหกรรม ไปจนถึงผู้บริโภค” ดร.อุษา กล่าวปิดท้าย

นวัตกรรมเส้นใยจากเปลือกทุเรียนนับเป็นอีกหนึ่งต้นแบบของการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากเศษเหลือทิ้งในภาคการเกษตร และยังเป็นการสร้างวงจรเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเสริมสร้างคุณค่าให้กับเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Economy Model) อย่างเป็นรูปธรรม พิสูจน์ให้เห็นว่าด้วยความคิดสร้างสรรค์และความมุ่งมั่น สิ่งที่ดูเหมือนเป็นปัญหาก็สามารถกลายเป็นโอกาสทองที่นำพาสังคมไปสู่อนาคต

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ม.ค. 69)