ครม. รับข้อเสนอ กสม. แนะช่องทางลดปริมาณ PM2.5 พร้อมผลักดันร่าง กม.อากาศสะอาด

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศจากฝุ่น PM2.5 ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เสนอ รวมทั้งมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว โดยให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ สรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการในภาพรวม ส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

โดย กสม. รายงานว่า ได้ติดตามสถานการณ์มลพิษทางอากาศ จากฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) รวมทั้งการดำเนินการของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่สถานการณ์ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงได้ศึกษาข้อมูล รวมทั้งจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง พบว่าฝุ่น PM2.5 เป็นปัญหามลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง และต่อเนื่องในประเทศไทย โดยมีแหล่งกำเนิดจากหลายภาคส่วน ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรม ภาคคมนาคม ภาคป่าไม้ ภาคเกษตรกรรม ภาคเมือง รวมทั้งจากมลพิษข้ามพรมแดน

ปัญหาดังกล่าว ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อสิทธิมนุษยชน ได้แก่ 1) สิทธิในสุขภาพ 2) สิทธิทางเศรษฐกิจและมาตรฐานการครองชีพ และ 3) สิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง เป็นข้อท้าทายสำคัญต่อการเตรียมความพร้อมรับมือและป้องกันตนเอง โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทและกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก รวมทั้งผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างทั่วถึง ซึ่งภาครัฐต้องสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง ครอบคลุมผลกระทบและแนวทางดูแลตนเอง

โดยมีข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศจากฝุ่น PM2.5 ดังนี้

1. ให้รัฐบาลผลักดันร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. … ที่ยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา เพื่อให้มีผลใช้บังคับโดยเร็ว

2. ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568-2570 ครอบคลุมมาตรการป้องกัน ควบคุม และการลดมลพิษที่แหล่งกำเนิดอย่างเป็นระบบ

3. ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง พัฒนาระบบฐานข้อมูลคุณภาพอากาศ โดยบูรณาการเทคโนโลยีดาวเทียมและระบบตรวจวัดมลพิษทางอากาศ ที่สามารถระบุแหล่งกำเนิดมลพิษได้อย่างชัดเจน เพื่อเพิ่มศักยภาพการเฝ้าระวัง การเตือนภัย และการสื่อสารให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม

4. ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เร่งกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อร่วมป้องกันแก้ไขปัญหา โดยจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอ มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายสนับสนุนองค์ความรู้ และอุปกรณ์ด้านการตรวจวัดหรือเทคโนโลยีติดตามคุณภาพอากาศ เพื่อให้ อปท.สามารถป้องกันแก้ไขปัญหามลพิษในพื้นที่ของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5. ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องทบทวนมาตรการห้ามเผาเด็ดขาด โดยคำนึงบริบทเชิงพื้นที่ และการเกษตรที่ยังพึ่งพาการเผาแบบไร่หมุนเวียน รวมถึงนำเทคโนโลยี อาทิ แอปพลิเคชัน Fire-D สนับสนุนการบริหารจัดการการเผาที่ยืดหยุ่น และไม่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพของประชาชน

6. ให้กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ควบคุมและกำกับดูแลโรงงานอุตสาหกรรมอย่างทั่วถึงและเข้มงวด โดยกำหนดให้ใช้ระบบตรวจวัดการระบายมลพิษแบบต่อเนื่อง (CEMS) ซึ่งต้องเปิดเผย ต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส

7. ให้กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ยกระดับมาตรฐานไอเสียรถยนต์ให้เป็นไปตามเกณฑ์ EURO 6 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลกำหนดปริมาณการปล่อยมลพิษของรถยนต์ ตรวจจับรถยนต์ปล่อยควันดำเกินมาตรฐานในพื้นที่เสี่ยงอย่างจริงจัง

8. ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง พัฒนาและส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีการจัดการเศษวัสดุการเกษตร โดยกำหนดมาตรการจูงใจทางเศรษฐกิจ และมุ่งปรับเปลี่ยนวิธีการเพื่อลดหรือหลีกเลี่ยงการเผา

9. ให้กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริมเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และชีวมวล เป็นต้น เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมถึงฝุ่น PM2.5 จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลในภาคอุตสาหกรรม

10. ให้กระทรงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง กำหนดมาตรการด้านสาธารณสุขเพื่อคุ้มครองประชาชนรวมถึงกลุ่มเสี่ยง อาทิ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยโรคประจำตัว โดยจัดหาอุปกรณ์ป้องกันที่เข้าถึงง่าย และมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการปรับรูปแบบการเรียนการสอนในช่วงที่ค่าฝุ่น PM2.5 สูง

11. ให้กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศ ภายใต้กลไกศูนย์ประสานงานอาเซียนว่าด้วยมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดน (ASEAN Coordinating Centre for Transboundary Haze Pollution) ทั้งในด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูล การเฝ้าระวังร่วม และการพัฒนามาตรการลดการเผาในประเทศต้นทาง รวมถึงกำหนดมาตรการคัดกรอง หรือควบคุมการนำเข้าสินค้าเกษตรที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผา หรือกระบวนการผลิตที่ก่อให้เกิดมลพิษ

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ม.ค. 69)