ทีมไทยแลนด์ โชว์ผลประชุม WEF 2026 สร้างโอกาสใหม่ ดึงเม็ดเงินลงทุนกว่า 5 แสนลบ.

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง พร้อมด้วยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ร่วมแถลงข่าวผลการเข้าร่วมการประชุมประจำปีสภาเศรษฐกิจโลก World Economic Forum Annual Meeting 2026 (WEF 2026) ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ระหว่างวันที่ 19-23 มกราคม 2569 ชูจุดยืน “เป็นกลาง” ท่ามกลางโลกแบ่งขั้ว

 

โชว์บทบาทไทยในเรดาร์เวทีโลก

นายเอกนิติ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการประชุม WEF คือเป็นเวทีหารือระหว่างผู้นำ เพื่อกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ การค้า การเงิน และการลงทุนของโลก โดยสามารถสรุปผลการเข้าร่วมประชุมได้ 3 ประเด็นหลัก

– ประเด็นแรก ประเทศไทย และทีมไทยแลนด์ได้แสดงบทบาทในการยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศ ให้เข้าไปอยู่ในเรดาร์ของเวทีโลกอย่างชัดเจน โดยเป็นครั้งแรกที่มีการเตรียมจุดยืน (Position) ของประเทศไทยอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้ในการเข้าร่วมเวทีต่าง ๆ หลายเวที ซึ่งจุดยืนที่ได้รับความสนใจอย่างมาก คือ บทบาทของประเทศไทย และอาเซียนในฐานะประเทศที่มีความเป็นกลาง ท่ามกลางโลกที่กำลังเผชิญการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

โดยไทยได้แสดงบทบาทความเป็นกลาง เป็นพื้นที่ที่ทุกฝ่ายสามารถเข้ามาลงทุนและค้าขายมากขึ้น ซึ่งสะท้อนจากตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในปีที่ผ่านมา ที่มีมูลค่าสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์กว่า 1.8 ล้านล้านบาท เติบโตกว่า 60%

ทั้งนี้ นักลงทุนให้ความสนใจลงทุนในอุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่ การแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และดาต้าเซ็นเตอร์ โดยรายงานของสหประชาชาติ (UN) ที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ระบุว่า ประเทศไทยเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับ 6 ของโลก ในการดึงดูดการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ รองจากฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ บราซิล และสเปน สะท้อนบทบาทและศักยภาพของเศรษฐกิจไทย รวมถึงความโดดเด่นของอุตสาหกรรม Wellness ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศ

– ประเด็นที่สอง คือการสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยในเวทีโลก และการสร้างเครือข่ายกับผู้นำองค์กรระหว่างประเทศ โดยได้พบหารือกับประธานธนาคารโลก กรรมการผู้จัดการใหญ่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) รวมถึงผู้นำรัฐบาลและหน่วยงานจากหลายประเทศ

ทั้งนี้ ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งจะมีผู้นำด้านเศรษฐกิจจากทั่วโลก เดินทางมาร่วมเป็นจำนวนมาก โดยเวที WEF พร้อมให้ความร่วมมือ และภาคเอกชนพร้อมเข้ามาแสดงศักยภาพ

ในส่วนของการผลักดันการเข้าเป็นสมาชิก OECD รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้พบกับเลขาธิการ OECD ซึ่งแสดงความตั้งใจสนับสนุนประเทศไทย โดยตั้งเป้าหมายให้ไทยสามารถเข้าเป็นสมาชิกได้ภายในระยะเวลา 5 ปี

– ประเด็นที่สาม การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยผู้เข้าร่วมเวทีส่วนใหญ่เป็นผู้นำภาคธุรกิจ ซึ่งคณะผู้แทนไทยได้พบหารือกับบริษัทต่างชาติประมาณ 30 บริษัท ที่สนใจลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะในสาขาดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) นักลงทุนยืนยันความพร้อมในการลงทุนและขยายการลงทุนในไทย รวมมูลค่าประมาณ 5 แสนล้านบาท ทั้งโครงการเดิมและโครงการใหม่

ทั้งนี้ รัฐบาลได้ขอความร่วมมือให้นักลงทุนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา และยกระดับทักษะแรงงานไทย เพื่อให้คนไทยมีงานทำและมีรายได้สูงขึ้นในเศรษฐกิจยุคใหม่ ผ่านโครงการพัฒนาทักษะแรงงาน หรือโครงการ Skill Bridge ซึ่งทุกฝ่ายพร้อมให้ความร่วมมือ

นายเอกนิติ ระบุว่า บทเรียนสำคัญจากการประชุมครั้งนี้ คือ ประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อมด้านพลังงานสะอาดให้เพียงพอ เพื่อรองรับการลงทุนในอนาคต ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญที่นายกรัฐมนตรีได้นำไปหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเสริมสร้างศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศอย่างยั่งยืน

 

ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงในด้านการค้าขายในบริบทโลก ซึ่งโลกในปัจจุบันไม่ได้แบ่งเป็นสองขั้ว แต่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากระเบียบโลกแบบ Multipolar World ไปสู่ภาวะที่รุนแรงและซับซ้อนยิ่งขึ้น สู่ Extreme Polarization หรือการแบ่งขั้วอย่างสุดขั้ว ประเทศต่าง ๆ ถูกบีบให้เลือกข้างโดยมีหลายมิติ ทั้งในด้านการค้า เทคโนโลยี ความมั่นคง และห่วงโซ่อุปทาน การค้าถูกผนวกรวมกับความมั่นคง ประเทศต่าง ๆ จึงต้องเร่งหาทางรอด โดยอาศัยแต้มต่อที่แตกต่างกัน

ทั้งนี้ ประเทศไทยในฐานะประเทศขนาดกลาง ได้เลือกแนวทางการปรับบทบาทเชิงรุก โดยมุ่งแสวงหาตลาดใหม่ รูปแบบการค้าใหม่ และความร่วมมือใหม่ เพื่อลดความเปราะบางจากความไม่แน่นอนของระเบียบโลก พร้อมเน้นย้ำการวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นพันธมิตรกับทุกฝ่าย โดยไม่ยึดติดกับการเลือกข้าง

รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า การค้าในยุคใหม่ จำเป็นต้องมุ่งแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกัน และสร้างความไว้วางใจ ซึ่งถือเป็น “สกุลเงิน” ที่มีมูลค่าสูงสุดในบริบทปัจจุบัน โดยประเทศไทยต้องยกระดับบทบาทจากการเป็นเพียงคู่ค้า ไปสู่การเป็นพันธมิตรทางการค้าอย่างยั่งยืน รวมถึงเข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่อุปสงค์อุปทานของประเทศคู่ค้าอย่างเป็นรูปธรรม

ในเวทีการประชุมดังกล่าว ได้แสดงวิสัยทัศน์ด้านการปรับโฉมการค้าโลก และบทบาทของประเทศไทย ในฐานะประธานการเจรจาเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน โดยตั้งเป้าหมายให้กรอบข้อตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (Digital Economy Framework Agreement: DEFA) สามารถบรรลุข้อตกลงและลงนามภายในปีนี้ ซึ่งจะทำให้อาเซียนเป็นภูมิภาคแรกของโลก ที่สามารถเชื่อมโยงเศรษฐกิจดิจิทัลร่วมกันได้

นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือเกี่ยวกับการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับแคนาดา เพื่อเร่งผลักดันให้บรรลุข้อตกลงภายในปีนี้ พร้อมยืนยันความต่อเนื่องของข้อตกลงที่ได้ลงนามไว้แล้ว และเร่งกระบวนการให้สัตยาบัน เพื่อให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 รวมถึงการหารือกับองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่

นางศุภจี ย้ำว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องค้นหาอัตลักษณ์ของตนเองให้ชัดเจน วางตำแหน่งประเทศให้อยู่ในจุดที่สามารถสื่อสาร และทำงานร่วมกับทุกฝ่ายได้ พร้อมใช้ความไว้วางใจเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการค้า และเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

 

  • เตรียมเป็นเจ้าภาพประชุมธนาคารโลก ต.ค.นี้

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวว่า ในเดือนตุลาคม 69 นี้ ประเทศไทยจะได้แสดงศักยภาพว่ายังเป็นประเทศที่ได้รับความเชื่อมั่นไว้วางใจจากนานาชาติ โดยจะได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมธนาคารโลก หรือ World Bank ซึ่งจะช่วยเสริมสถานะและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจอีกมากมาย เป็นการประชุมที่สำคัญมากของโลก และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจนั้นจะสามารถดำเนินการได้ในทุกระดับ

“แม้จะเป็นช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน เนื่องจากจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ แต่รัฐบาลไม่ได้ละเลยหรือหยุดการทำงาน และจะเตรียมข้อมูลเหล่านี้ไว้ ให้รัฐบาลชุดต่อไปได้พิจารณา นำไปดำเนินการต่อเนื่อง โดยไม่ต้องเสียเวลาไปเริ่มนับหนึ่งใหม่” นายอนุทินกล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า ได้แจ้งให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ โดยกำชับและให้การสนับสนุนหน่วยงานราชการ ข้าราชการ บุคลากรที่เกี่ยวข้อง รัฐวิสาหกิจ และองค์กรภายใต้การกำกับดูแลของภาครัฐ ให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถในการประคองสถานการณ์ และดำเนินการตามภารกิจที่ยังคั่งค้างให้มีความคืบหน้ามากที่สุดในช่วงการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง จนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่มาบริหารราชการแผ่นดินต่อไป

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ม.ค. 69)