น้ำมัน WTI ปิดพุ่ง $2.21 คาดอุปทานน้ำมันโลกสะดุดหากทรัมป์โจมตีอิหร่าน

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 3% ในวันพฤหัสบดี (29 ม.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่า อุปทานน้ำมันในตลาดโลกอาจเผชิญภาวะชะงักงัน หากสหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่ของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก)

  • ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนมี.ค. เพิ่มขึ้น 2.21 ดอลลาร์ หรือ 3.5% ปิดที่ 65.42 ดอลลาร์/บาร์เรล
  • ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนมี.ค. เพิ่มขึ้น 2.31 ดอลลาร์ หรือ 3.38% ปิดที่ 70.71 ดอลลาร์/บาร์เรล

 

สัญญาน้ำมันเบรนท์ปิดที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 31 ก.ค. 2568 และสัญญาณน้ำมัน WTI ปิดที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2568 หลังจากสื่อต่างประเทศรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กำลังพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ ต่ออิหร่าน ซึ่งรวมถึงการพุ่งเป้าโจมตีกองกำลังความมั่นคงและผู้นำของอิหร่านเพื่อกระตุ้นให้เกิดการประท้วง โดยทรัมป์ต้องการสร้างเงื่อนไขสำหรับการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่าน หลังจากรัฐบาลอิหร่านใช้มาตรการปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงเมื่อช่วงต้นเดือนนี้ ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน

ขณะเดียวกัน สื่อหลายสำนักรายงานว่า ทางการอิหร่านได้ออกประกาศแจ้งเตือนเรือพาณิชย์เกี่ยวกับแผนการซ้อมรบทางทะเลของกองทัพอิหร่านด้วยกระสุนจริงในช่องแคบฮอร์มุซในวันที่ 1-2 ก.พ.นี้ โดยกองเรือของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) จะเข้าร่วมการซ้อมรบด้วยกระสุนจริงในช่องแคบฮอร์มุซในช่วงเวลาดังกล่าว

ทั้งนี้ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอยู่ระหว่างอ่าวเปอร์เซียและอ่าวโอมาน ถือเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดในโลก โดยมีการลำเลียงน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในอ่าวเปอร์เซีย ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน อิรัก และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คิดเป็นปริมาณราว 20 ล้านบาร์เรล/วัน

ด้านสหภาพยุโรป (EU) ได้เพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่าน ด้วยการขึ้นบัญชี “กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน” (IRGC) ให้เป็นองค์กรก่อการร้าย และประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อเจ้าหน้าที่อิหร่าน 15 ราย และหน่วยงาน 6 แห่ง โดยมาตรการดังกล่าวรวมถึงการอายัดทรัพย์สิน การห้ามเดินทางเข้าสู่ EU และการห้ามจัดสรรเงินทุนหรือทรัพยากรทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้ที่ถูกขึ้นบัญชี

ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ระบุว่า ในปี 2568 นั้น อิหร่านเป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่อันดับ 3 ในกลุ่มโอเปก รองจากซาอุดีอาระเบียและอิรัก

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 ม.ค. 69)