
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดข้อสังเกต “ต้นทุนทางการเงินและที่มาของเงินจากนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง” ของ 5 พรรคใหญ่ที่พรรคการเมืองได้ยื่นเอกสารต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเสนอนโยบายที่จะใช้วงเงินในการดำเนินนโยบาย โดยมีวงเงินระหว่าง 1.5-7.4 แสนล้านบาทต่อปี ตามลำดับจากมากไปหาน้อย
- พรรคประชาชน ใช้วงเงินสูงสุดที่ 741,835 ล้านบาท/ปี
- พรรคประชาธิปัตย์ ใช้วงเงิน 531,050 ล้านบาท/ปี
- พรรคกล้าธรรม ใช้วงเงิน 440,558 ล้านบาท/ปี
- พรรคเพื่อไทย ใช้วงเงิน 243,300 ล้านบาท/ปี
- พรรคภูมิใจไทย ใช้วงเงิน 148,326 ล้านบาท/ปี
จากที่วิเคราะห์มาข้างต้น คณะผู้วิจัยมีข้อสังเกตต่อนโยบายของ 5 พรรคการเมืองใหญ่ในภาพรวม 4 ประการดังนี้
ประการที่หนึ่ง แม้วงเงินที่ 5 พรรคการเมืองใหญ่จะใช้ในการดำเนินนโยบายอยู่ในระดับประมาณ 1.5-7.4 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งยังไม่เกินค่าเฉลี่ยของงบลงทุนของประเทศไทย 5 ปีย้อนหลังก็ตาม ในความเป็นจริงวงเงินที่ใช้อาจสูงกว่าที่คาดการณ์มากด้วยสาเหตุดังต่อไปนี้
- มีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะเกิด “รัฐบาลผสม” หลังการเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้พรรคร่วมรัฐบาลทั้งหลายพยายามผลักดันนโยบายของตนสู่การปฏิบัติ และมีผลทำให้วงเงินในการดำเนินนโยบายสูงกว่าวงเงินของแต่ละพรรค
- อีกทั้งหลายพรรคการเมืองได้ประมาณการต้นทุนในการดำเนินนโยบายไว้ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ในขณะที่บางพรรคการเมืองมีนโยบายที่ประกาศต่อสาธารณชน แต่ไม่ได้นำเสนอต่อ กกต. จึงไม่ได้รวมอยู่ในต้นทุนที่ประมาณการ
- หลายพรรคการเมืองคาดหวังว่าจะมีเงินจากแหล่งต่างๆ มาใช้ในการดำเนินนโยบาย โดยมองโลกในแง่ดีเกินไป เช่น จะสามารถบริหารงบประมาณหรือเก็บภาษีได้ตามเป้าหมาย หรือสามารถดำเนินนโยบายผ่านกลไกร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ได้ ซึ่งอาจไม่เกิดขึ้นจริง
- หลายพรรคการเมืองยังมีมุมมองว่าการใช้ “เงินนอกงบประมาณ” โดยให้หน่วยงานของรัฐ เช่น รัฐวิสาหกิจหรือธนาคารของรัฐ หรือ “กองทุน” ต่างๆ เช่น กองทุนพลังงานและกองทุนสิ่งแวดล้อม ดำเนินการแทนจะไม่ก่อให้เกิดภาระทางการคลัง ดังจะเห็นได้ว่าหลายพรรคการเมืองไม่ได้ระบุภาระที่จะเกิดขึ้นตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง
- ภาระการคลังที่เกิดขึ้นจริงจึงน่าจะสูงกว่าการประมาณการมาก และทำให้เกิดปัญหาความยั่งยืนทางการคลัง ทั้งนี้เมื่อพิจารณาว่า หนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 65.7% ของ GDP ซึ่งใกล้เพดานหนี้ที่ 70% แล้ว ในขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงเหลือระดับ 2% ต่อปี ดังนั้นหากรัฐบาลใหม่ใช้จ่ายเพื่อดำเนินนโยบายตามการหาเสียงเลือกตั้ง ประเทศไทยก็จะมีความเสี่ยงทางการคลังสูงขึ้น จนอาจถูกลดอันดับเครดิต และจะไม่มีทรัพยากรเพียงพอในการรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ประการที่สอง นโยบายจำนวนมากของหลายพรรคการเมือง ยังคงเน้นการใช้เงินช่วยเหลือประชาชนในลักษณะ “ประชานิยม” ที่ออกแบบมาอย่างผิวเผิน ไม่มีการศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) ที่เหมาะสม และไม่มีความรับผิดชอบทางการคลัง ซึ่งแตกต่างจากการใช้เงินเพื่อสร้าง “สวัสดิการสังคม” ที่มีการออกแบบอย่างรอบคอบ โดยมีการศึกษาความเป็นไปได้อย่างรัดกุม และมีความรับผิดชอบทางการคลัง
นอกจากนี้ นโยบายจำนวนมากที่พรรคการเมืองใหญ่หลายพรรคนำเสนอ ยังไม่ได้อ้างอิง เรียนรู้ หรือต่อยอดนโยบายต่าง ๆ ที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทยหรือในต่างประเทศ ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติที่ดี (good practice) มากมาย แต่กลับถูกคิดขึ้นมาอย่างเร่งรีบก่อนเลือกตั้ง และอ้างประโยชน์ของนโยบายอย่างเลื่อนลอยโดยไม่มีหลักฐานรองรับ เช่น ในการเลือกตั้งในปี 2566 มีพรรคการเมืองที่อ้างว่า การแจกเงินให้ประชาชนจะก่อให้เกิดตัวคูณทางเศรษฐกิจในระดับสูง ซึ่งขัดกับหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีอยู่ และในการเลือกตั้งในครั้งนี้ ก็มีพรรคการเมืองที่อ้างว่านโยบายของตนจะมีผลประโยชน์ตอบแทนหลายเท่าตัว โดยไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุน
ประการที่สาม พรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อนโยบายการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ การพัฒนาทักษะแรงงานหรือการปฏิรูปภาครัฐ เพราะแม้จะมีนโยบายในด้านดังกล่าวอยู่บ้าง ก็ได้รับการจัดสรรเงินค่อนข้างน้อย ในระดับไม่กี่ร้อยหรือไม่กี่พันล้านบาทต่อปี ในขณะที่นโยบาย “ลดแหลกแจกแถม” กลับได้รับจัดสรรเงินในระดับหมื่นล้านหรือแสนล้านบาทต่อปี
ประการที่สี่ หลายพรรคการเมืองมีนโยบายที่นอกจากจะสร้างภาระทางการคลังในระดับสูงแล้ว ยังทำลายกลไกตลาด เช่น นโยบายแก้หนี้โดยไม่ระมัดระวัง ตลอดจนนโยบายประกันกำไรหรือประกันรายได้ของเกษตรกร ซึ่งล้วนทำให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงเกินตัวโดยไม่ต้องรับผิดชอบ (moral hazard) เพราะตัดความเสี่ยงปกติออกจากการประกอบอาชีพ ในขณะเดียวกัน นโยบายลดค่าไฟฟ้าและราคาพลังงานให้ต่ำกว่าต้นทุน ก็ไม่ทำให้เกิดการประหยัดพลังงาน และทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่ “เศรษฐกิจสีเขียว” ได้ยากขึ้น
ข้อเสนอแนะต่อ กกต.
จากที่วิเคราะห์มาข้างต้นจะเห็นว่า พรรคการเมืองใหญ่บางพรรคไม่ได้นำเสนอนโยบายที่ใช้หาเสียงต่อ กกต. อย่างครบถ้วน หรือได้นำเสนอหลายนโยบายที่ใช้งบประมาณมาก แต่ยังไม่ได้ระบุวิธีคำนวณวงเงินที่ใช้โดยมีรายละเอียดที่เพียงพอ เช่น ไม่ได้ระบุจำนวนผู้ได้รับประโยชน์ และต้นทุนต่อหน่วยของนโยบายประชานิยมหรือสวัสดิการต่าง ๆ
นอกจากนี้หลายพรรคการเมืองยังไม่ได้คำนึงถึงข้อจำกัดด้านการคลังอย่างเพียงพอ ดังจะเห็นได้จากการระบุแหล่งที่มาของวงเงินในการดำเนินนโยบายว่าจะมาจากการบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ การตัดลดงบที่ไม่จำเป็น การให้เอกชนร่วมทุน ตลอดจนการหารายได้เพิ่ม แต่ไม่ได้ระบุว่างบประมาณในภาพรวมจะมาจากแหล่งใดในสัดส่วนเท่าไร ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการไม่มีงบประมาณในการดำเนินการที่เพียงพอเพราะมีการ “นับซ้ำ” ส่วนที่คาดว่าจะได้จากการบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ และการตัดลดงบที่ไม่จำเป็น เป็นต้น
กกต. จึงควรปรับปรุงแนวทางในการกำหนดให้พรรคการเมืองส่งข้อมูลด้านนโยบายที่ใช้หาเสียงเลือกตั้ง ดังต่อไปนี้
- ประการแรก ควรให้พรรคการเมืองระบุวิธีคำนวณงบประมาณที่ใช้แต่ละด้านมาโดยมีรายละเอียดเพียงพอ เช่น ระบุจำนวนผู้ได้รับประโยชน์และต้นทุนต่อหน่วย
- ประการที่สอง ให้พรรคการเมืองระบุว่างบประมาณในภาพรวมจะมาจากแหล่งใดในสัดส่วนเท่าไร
- ประการที่สาม ให้พรรคการเมืองส่งข้อมูลมาอย่างน้อย 30 วันก่อนการเลือกตั้ง เพื่อให้ กกต. มีเวลาตรวจสอบความครบถ้วนของข้อมูลและเปิดเผยต่อประชาชนได้อย่างน้อย 15 วันก่อนการเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดการถกอภิปรายสาธารณะอย่างมีความหมาย
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 ก.พ. 69)




