พรรค LDP ชนะเลือกตั้งแลนด์สไลด์ หนุน “ทาคาอิจิ” เดินหน้านโยบายการคลังเชิงรุก

พรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของญี่ปุ่น ได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งจัดขึ้นในวันอาทิตย์ (8 ก.พ.) โดยชัยชนะครั้งนี้จะช่วยให้นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ มีแรงขับเคลื่อนสำคัญในการผลักดันนโยบายแนวอนุรักษนิยม ซึ่งรวมถึงนโยบายการคลังเชิงรุกและการเพิ่มขีดความสามารถของญี่ปุ่นในการป้องกันประเทศ

 

– พรรค LDP สร้างประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น กวาดที่นั่ง 2 ใน 3 ในสภาผู้แทนราษฎร

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า การที่พรรค LDP สามารถผ่านเกณฑ์การได้ที่นั่ง 2 ใน 3 หรือ 310 ที่นั่งจากทั้งหมด 465 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรนั้น ทำให้พรรค LDP กลายเป็นพรรคแรกที่ทำสำเร็จในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นยุคหลังสงคราม ซึ่งจะทำให้พรรคสามารถดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญและผ่านร่างกฎหมายต่าง ๆ ได้ แม้ว่าร่างกฎหมายเหล่านั้นจะถูกปฏิเสธโดยวุฒิสภาซึ่งพรรคร่วมรัฐบาลยังคงเป็นเสียงข้างน้อยอยู่ก็ตาม

จำนวนที่นั่งที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 198 ที่นั่งก่อนการเลือกตั้งนั้น ได้รับแรงหนุนจากความนิยมที่มีต่อซานาเอะ ทาคาอิจิ และจะเป็นการปูทางให้เธอดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ต่อไปหลังจากเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนต.ค.ปีที่แล้ว โดยพรรค LDP และพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น (JIP) จะมีบทบาทอย่างมากในสภาผู้แทนราษฎร

 

– ทาคาอิจิ ให้คำมั่นเดินหน้านโยบายการคลังเชิงรุก

ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อและสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างประเทศที่ทวีความรุนแรงในขณะนี้ ทาคาอิจิได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะดำเนินนโยบายการคลังในรูปแบบที่ “มีความรับผิดชอบ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นนโยบายเชิงรุก” และเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ

“เราแบกรับความรับผิดชอบอันหนักอึ้ง เพื่อมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่ได้ให้ไว้ในช่วงหาเสียง” ทาคาอิจิกล่าวในรายการโทรทัศน์ของญี่ปุ่น หลังจากมีรายงานว่าพรรค LDP ได้รับชัยชนะ

นอกจากนี้ ทาคาอิจิกล่าวว่า เธอจะคงสถานะส่วนใหญ่ในคณะรัฐมนตรีเอาไว้ ซึ่งคณะรัฐมนตรีชุดเดิมนั้นได้รับแรงสนับสนุนจากสาธารณชนค่อนข้างแข็งแกร่งนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งไม่ถึง 4 เดือน

 

– เหล่าพรรคเล็กได้ที่นั่งเพิ่ม สวนทางพรรคสายกลางแพ้ยับเยิน

ในขณะที่พรรค LDP ได้คะแนนเสียงอย่างท่วมท้นนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้ได้สร้างความพ่ายแพ้อย่างมากให้กับพรรคพันธมิตรปฏิรูปสายกลาง (Centrist Reform Alliance) ซึ่งเป็นฝ่ายค้านหลักที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ ส่งผลให้ผู้นำร่วมอย่าง โยชิฮิโกะ โนดะ และ เท็ตสึโอะ ไซโตะ ออกมาส่งสัญญาณการลาออก หลังจากจำนวนที่นั่งของกลุ่มลดลงเหลือเพียงครึ่งเดียวจากจำนวน 167 ที่นั่งก่อนการเลือกตั้ง

ขณะที่พรรค JIP หรือที่รู้จักในชื่อ นิปปอน อิชิน (Nippon Ishin) ได้ที่นั่งเพิ่ม 1 ที่นั่ง จากเดิมที่มี 34 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร ด้านพรรคซันเซโตะ (Sanseito) ซึ่งเป็นกลุ่มประชานิยมที่รู้จักกันในสโลแกน “คนญี่ปุ่นต้องมาก่อน” (Japanese First) ไปได้ 13 ที่นั่ง จากเดิมที่มีเพียง 2 ที่นั่ง ขณะที่พรรคทีมมิไร (Team Mirai) ซึ่งสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมทางการเมือง คว้า 9 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร และนับเป็นครั้งแรกที่ได้ที่นั่งในสภาแห่งนี้

 

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรอย่างกะทันหันในเดือนม.ค. และประกาศจัดการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. โดยเป็นการจัดการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนก.พ. เป็นครั้งแรกในรอบ 36 ปี ซึ่งการตัดสินใจเช่นนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เนื่องจากเดือนก.พ. เป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการสอบเข้ามหาวิทยาลัยทั่วประเทศญี่ปุ่น โดยพรรคฝ่ายค้านและนักการศึกษาเตือนว่าการเลือกตั้งอาจรบกวนการสอบและทำให้เยาวชนเสียโอกาสในการเลือกตั้ง

นอกจากนี้ เดือนก.พ. ยังเป็นช่วงที่มักมีหิมะตกหนักในหลายพื้นที่ของประเทศ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการหาเสียง

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ก.พ. 69)