
บลจ. พรินซิเพิล เปิดตัวกองทุนเปิด “พรินซิเพิล อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็กซ์ ยูเอส อิควิตี้” หรือ Principal International Ex US Equity Fund (PRINCIPAL INXUS) จุดเด่นคือเป็นกองทุนแรกในประเทศไทยที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นทั่วโลกนอกสหรัฐอเมริกา ผ่านการลงทุนใน Principal Internation Equity ETF เป็นกองทุนหลัก เพื่อกระจายการลงทุนนอกสหรัฐฯ และคว้าโอกาสสร้างพอร์ตเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
กองทุนเปิดพรินซิเพิล อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็กซ์ ยูเอส อิควิตี้ “PRINCIPAL INXUS” มีทุนจดทะเบียน 1,000 ล้านบาท กำหนดเสนอขายหน่วยลงทุนครั้งแรก (IPO) วันที่ 9 -20 กุมภาพันธ์ 2569 จองซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท
นายจุมพล สายมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ. พรินซิเพิล กล่าวว่า ขณะนี้เป็นโอกาสดีที่จะกระจายการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกนอกสหรัฐฯ (ACWI ex US) เนื่องจากให้ผลตอบแทนโดดเด่นถึง 37.55% ในปีที่ผ่านมา และนับจากต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD) ยังทำผลการดำเนินงานที่ดีอย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจาก Fund flow หรือกระแสเงินทุนที่หมุนเข้าสู่ตลาดหุ้นนอกสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดหุ้นทั่วโลกนอกสหรัฐฯ ในปีนี้ จะเติบโตแข็งแกร่งประมาณ 14% ในระดับเดียวกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ และเติบโตแบบกระจายตัวในหลายประเทศ จึงเป็นโอกาสลงทุนในตลาดภูมิภาคหลักที่หลากหลาย ได้แก่ ยุโรป, เอเชีย ไต้หวัน เกาหลี และญี่ปุ่น
“ยุโรป” ได้รับปัจจัยบวกจากการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่นำโดยเยอรมนี การเน้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม “เอเชีย” เช่น ไต้หวัน ผู้นำการผลิตชิปประมวลผลขั้นสูงขอโลก, เกาหลีใต้ ผู้นำด้านหน่วยความจำความเร็วสูงสำหรับ AI และจีน ผู้พัฒนาระบบนิเวศและสร้างแพลตฟอร์ม AI ของตนเอง และ “ญี่ปุ่น” กำลังปฏิรูปธรรมาภิบาลของภาคธุรกิจ การลงทุนใน AI การเติบโตของค่าจ้าง การเปลี่ยนพฤติกรรมลงทุนจากการออมในสินทรัพย์ปลอดภัยสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง ประเทศเหล่านี้ถือเป็นแกนหลักของโลกในอุตสาหกรรมนวัตกรรม AI และเซมิคอนดักเตอร์ จึงช่วยลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งมีสัดส่วนเกือบ 2 ใน 3 ของดัชนีตลาด ขณะที่ Valuation หรือมูลค่าหุ้นในปัจจุบันยังไม่แพง
กองทุนเปิด PRINCIPAL INXUS มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของ Principal International Equity ETF เป็นกองทุนหลัก ซึ่งเน้นลงทุนในหุ้นต่างประเทศที่ไม่รวมหุ้นสหรัฐฯ (Global ex US) และกระจายการลงทุนอย่างน้อย 10 ประเทศในตลาดหุ้นของประเทศที่พัฒนาแล้วและตลาดหุ้นกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ รวมถึงกระจายในหลากหลายอุตสาหกรรม กองทุนหลักสร้างผลตอบแทนย้อนหลัง 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี และนับจากจัดตั้งกองทุน (พ.ย.2024) 5.41% 14.47% 37.55% และ 33.19% ตามลำดับ เอาชนะดัชนีอ้างอิง (MSCI ACWI Ex USA NR USD) ที่ให้ผลตอบแทน 5.05% 12.29% 32.39% และ 27.20% ตามลำดับ และเมื่อเทียบกับกองทุนประเภทเดียวกัน กองทุนหลักอยู่ในระดับ 1st Quartile อย่างต่อเนื่องในทุกช่วงเวลา
กองทุนหลักบริหารจัดการโดยทีมผู้เชี่ยวชาญการลงทุนที่มีประสบการณ์เฉลี่ยกว่า 30 ปี โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดหุ้นนอกสหรัฐฯ โดยใช้กระบวนการลงทุนแบบ Bottom-up ซึ่งให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์หลักทรัพย์หรือหุ้นรายตัว โดยเน้นพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐาน เช่น มีพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง, อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ, มีกระแสเงินสดอิสระสูงในอนาคต, แนวโน้มกำไรมั่นคงและเติบโตต่อเนื่อง เพื่อสร้างพอร์ตการลงทุนแบบ High Conviction โดยลงทุนในหุ้นที่มีโอกาสทำผลงานได้ดีกว่าตลาดคาดและปรับน้ำหนักการลงทุนตามความมั่นใจของผู้จัดการกองทุน เน้นคัดเลือกบริษัทที่ตลาดประเมินกระแสเงินสดต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อสร้าง Alpha หรือผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาด เนื่องจากสถิติย้อนหลังมากกว่า 40 ปี พบว่า บริษัทที่มีแนวโน้มสร้างกระแสเงินสดอิสระในอนาคต (Forward Free Cash Flow Yield) อยู่ในระดับสูง มักสามารถสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาดได้อย่างสม่ำเสมอในทุกสภาวะตลาด
ตัวอย่างหุ้นที่ลงทุนในพอร์ต ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2025 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี เช่น SAMSUNG ผู้นำเทคโนโลยีครบวงจร ตั้งแต่ชิปหน่วยความจำและเซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์เกี่ยวกับผู้บริโภคและโทรศัพท์มือถือ, โซลูชันยานยนต์และระบบเสียงระดับโลก, ASML ผู้นำด้านเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมเครื่องผลิตชิปและเซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น เซ็กเตอร์การเงิน เช่น AIB GROUP ธนาคารชั้นนำของไอร์แลนด์ที่เป็นผู้ให้บริการทางการเงินแบบครบวงจร เป็นต้น
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ก.พ. 69)




