
เมื่อเวลา 09.56 น. JMART ร่วง 7.84% ลดลง 0.60 บาท มาที่ 7.05 บาท มูลค่าการซื้อขาย 22.21 ล้านบาท จากราคาเปิด 7.05 บาท ราคาสูงสุด 7.10 บาท และราคาต่ำสุด 7.00 บาท
บมจ.เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ [JMART] แจ้งผลประกอบการปี 68 ขาดทุนสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้น 162 ล้านบาท แม้ว่าธุรกิจหลักจะยังคงสามารถสร้างผลกำไรจากการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง แต่ได้รับผลกระทบจากรายการที่ไม่เกี่ยวข้องกับกระแสเงินสด (non-cash item) โดยเฉพาะการปรับมูลค่ายุติธรรมของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน (Investment Property: IP) ซึ่งเข้ามามีบทบาทต่อภาพรวมงบการเงินในงวดปัจจุบัน
ขณะเดียวกัน บริษัทย่อยที่ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในกลุ่มศูนย์การค้ามีผลขาดทุนจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน (Investment Property: IP) ซึ่งเป็นรายการทางบัญชีที่ไม่ส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดจริงโดยตรง ส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง ทั้งนี้ฝ่ายบริหารยังคงให้ความสำคัญกับผลการดำเนินงานจากธุรกิจหลัก การบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย การรักษาสภาพคล่อง และการสร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงินและรองรับการเติบโตในระยะถัดไป
ธุรกิจจำหน่ายโทรศัพท์มือถือยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง และสร้างผลกำไรได้ดีจากความต้องการเปลี่ยนอุปกรณ์ของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพภายใต้สภาพเศรษฐกิจที่กำลังซื้อในบางกลุ่มยังเผชิญแรงกดดัน ส่งผลให้จังหวะการจัดเก็บกระแสเงินสดชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับปีก่อน บริษัทจึงดำเนินการตั้งค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss: ECL) เพิ่มเติม เพื่อรองรับความเสี่ยงอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับหลักความระมัดระวังทางบัญชี
1. สายงานธุรกิจจัดจำหน่ายมือถือและอุปกรณ์เสริม ภายใต้ บริษัท เจมาร์ท โมบาย จำกัด มี 300 สาขา กำไรสุทธิปี 68 เท่ากับ 136 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 66% สาเหตุจากการขยาย Jaymart Network ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการกระจายสินค้าและการเข้าถึงลูกค้าได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมนำเสนอสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ระบบสินเชื่อที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีกำลังผ่อนโทรศัพท์มือถือเข้าถึงได้ และมีวินัยในการจ่ายคืนหนี้ผ่านการผ่อนชำระในเงื่อนไขที่เหมาะสม และช่วยลดความเสี่ยงจากหนี้เสียของบริษัทฯ ผ่านการคัดกรองลูกค้าและควบคุมการใช้งานเครื่องภายใต้เงื่อนไขสัญญา
2. สายงานธุรกิจการบริหารหนี้ด้อยคุณภาพและบริหารทรัพย์สินรอการขาย ภายใต้ บมจ.เจเอ็มที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส [JMT] ยังคงเป็นหนึ่งในธุรกิจหลักที่สร้างกำไรได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทายในบางช่วง ปี 68 มีกำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้น 1,030 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 36% เนื่องจากการจัดเก็บหนี้ด้อยคุณภาพที่ชะลอตัวลงส่งผลให้บริษัทต้องตั้งสำรองค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss: ECL) ในระดับที่สูงขึ้นตามหลักความระมัดระวังทางบัญชี
อย่างไรก็ดี ในช่วงไตรมาส 4/68 การจัดเก็บกระแสเงินสดได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนประสิทธิภาพกระบวนการบริหารพอร์ตหนี้และการติดตามลูกหนี้ ส่งผลให้ระดับการตั้งสำรอง ECL เริ่มมีแนวโน้มลดลงในช่วงปลายปี เป็นสัญญาณเชิงบวกต่อคุณภาพผลการดำเนินงานและความสามารถในการสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืนในระยะถัดไป
3.สายงานธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และพื้นที่ค้าปลีก ภายใต้ บมจ.เจเอเอส แอสเซ็ท [J] ปี 68 มีผลขาดทุนสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้น 785 ล้านบาท จากการปรับมูลค่ายุติธรรมของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน เป็นผลจากการปรับสมมติฐานในการประมาณการตามมาตรฐานการบัญชีเพื่อให้การประเมินมูลค่าสะท้อนศักยภาพและกระแสรายได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะระยะเวลาคงเหลือสัญญาเช่าของศูนย์การค้าชุมชนในแต่ละโครงการ ซึ่งส่งผลให้มูลค่ายุติธรรมลดลงตามช่วงอายุสัญญาเช่า
ทั้งนี้ การปรับมูลค่าดังกล่าวเป็นรายการทางบัญชีที่ไม่เกี่ยวข้องกับกระแสเงินสด (non-cash item) และมิได้ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการสร้างรายได้หรือกระแสเงินสดจากการดำเนินงานของโครงการในปัจจุบัน
4.สายงานธุรกิจประกันภัย ภายใต้ บริษัทย่อยของ JMT ชื่อ บมจ. เจมาร์ท ประกันภัย ปี 68 มีรายได้จากการรับประกันภัย 315 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า มีรายได้ที่เกี่ยวเนื่องกับการรับประกันภัยในกลุ่มของสินเชื่อมือถือที่เติบโตค่อนข้างดี และมี Loss Ratio ต่ำ
ขณะเดียวกัน 5 กลุ่มบริษัท ที่ JMART ได้เข้าลงทุน หรือเป็นรับรู้กำไรตามสัดส่วนการถือหุ้น
1. บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด (สุกี้ตี๋น้อย หรือ Suki Teenoi) รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการถือหุ้น 30% สุกี้ตี๋น้อย มีทั้งหมด 93 สาขา Teenoi BBQ (บุฟเฟต์ปิ้งย่าง) 9 สาขา และ Teenoi Gold (บุฟเฟต์พรีเมียม) 1 สาขา รวมทั้งหมด 103 สาขา ปี 68 ได้รับส่วนแบ่งกำไรฯ 258 ล้านบาท (ก่อนหักการปันส่วนราคาซื้อหรือ Purchase Price Allocation)
2. บมจ.เอสจี แคปปิตอล [SGC] ในปี 68 กลับมาสร้างกำไรสุทธิ 350 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 287% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานและยืนยันสัญญาณ Turnaround ของธุรกิจอย่างชัดเจน ภายใต้โมเดลการเติบโตที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพสินเชื่อ ความร่วมมือในระบบนิเวศ และความยั่งยืนในระยะยาว
3. บริษัท เคบีเจ แคปปิตอล จำกัด (KBJ) ในปี 68 ผลการดำเนินงานเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนสำคัญจากโครงการสินเชื่อผ่อนโทรศัพท์มือถือภายใต้แบรนด์ Samsung Finance+ Wผ่อนมือถือโดยไม่ใช้บัตรเครดิต” (Digital Lending) ผ่านเครือข่ายหน้าร้านของ Samsung Experience Store, Jaymart และตัวแทนจำหน่ายที่เข้าร่วมรายการ ช่วยขยายการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพและตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้พอร์ตสินเชื่อ Samsung Finance+ มีมูลค่ารวม 11,489 ล้านบาท ณ สิ้นปี 68
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ก.พ. 69)





