รมว.แรงงาน วางโจทย์ทีมปฏิรูปประกันสังคม มุ่งสู่องค์กรรัฐที่บริหารแบบมืออาชีพ-ปลอดการเมือง

น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจาก พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะทำงานศึกษาโครงสร้างการปฏิรูปสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ว่าได้มีการประชุมคณะทำงานครั้งแรกไปแล้ว เมื่อวันที่ 6 ก.พ.69 โดยที่ประชุมมีข้อสรุปตรงกันในเรื่องที่เป็นปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขของสำนักงานประกันสังคม 3 ด้านหลัก คือ 1.การติดกรอบระบบราชการ ทำให้งานล่าช้าไม่ทันต่อความต้องการ หรือความเดือดร้อนของผู้ประกันตน 2.ความเชื่อมั่นในเรื่องความโปร่งใสและธรรมาภิบาลที่ประชาชนต้องเข้าถึงข้อมูลได้ และ 3.ต้องมีการปรับปรุงรูปแบบการบริหารจัดการองค์กรให้เหมาะสมกับบริบททางสังคมในอนาคต

รมว.แรงงาน กล่าวว่า การปฏิรูปประกันสังคม ไม่ได้ต้องการให้แปรสภาพเป็นเอกชน (Privatization) แต่ต้องการทำให้เป็น “องค์กรของรัฐที่บริหารแบบมืออาชีพ” เพื่อให้เงินทุกบาททุกสตางค์ของผู้ประกันตนกว่า 24.5 ล้านคน และนายจ้างอีกกว่า 500,000 ราย มีการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงตามวัตถุประสงค์ของการเป็นองค์กรที่สร้างความมั่นคงให้กับชีวิต ในส่วนของการทำให้สินทรัพย์งอกเงย ก็ต้องมีกลยุทธ์การบริหารเงินลงทุนที่นอกจากการบริหารโดยมืออาชีพแล้ว ยังต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องทั้ง ผู้ประกันตน นายจ้าง และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องด้วย

“ต้องยอมรับว่า กองทุนประกันสังคมมีขนาดใหญ่มาก จนการบริหารแบบเน้นความเสี่ยงต่ำตามระเบียบราชการ อาจไม่เพียงพอต่อการจ่ายสิทธิประโยชน์ในอนาคต พูดง่าย ๆ ก็คือมีความเสี่ยงที่จะไม่มีเงินจ่าย หากยังบริหารแบบเดิม จึงได้มีข้อเสนอมาก่อนหน้านี้ ในเรื่องของการจัดตั้งหน่วยงานบริหารการลงทุนแบบมืออาชีพแยกออกมาชัดเจน คล้ายกับรูปแบบของ กบข.” รมว.แรงงานกล่าว

พร้อมระบุว่า การบริหารกองทุน เป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงโดยปกติอยู่แล้ว แต่มืออาชีพจะรู้ว่าจะกระจายความเสี่ยงในการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่หลากหลายมากขึ้นได้อย่างไร เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ชนะเงินเฟ้อ และรองรับสังคมสูงวัยที่มาถึงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้หลายปี

น.ส.ตรีนุช กล่าวด้วยว่า ในส่วนของการปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร หรือ Restructuring โจทย์ใหญ่ คือ ลดความเทอะทะแบบราชการ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหาร ไม่อยู่ภายใต้กฎระเบียบที่อาจจะล้าหลังไปแล้ว ซึ่งจะทำให้สามารถดึงดูดคนที่มีความเชี่ยวชาญสูงในด้านต่างๆ เช่น ด้านการเงิน และการลงทุน เข้ามาทำงานด้วยอัตราค่าจ้างที่แข่งขันกับเอกชนได้ สำคัญที่สุด คือ ต้องมีความโปร่งใส มีระบบธรรมาภิบาลที่สามารถตรวจสอบได้ และจะดีที่สุด คือ มีความเป็นอิสระจากการเมือง

รมว.แรงงาน กล่าวว่า ในส่วนของการบริการ จำเป็นต้องยกระดับโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัยมาใช้ ทั้ง AI, Co-Bot หรือ Big Data ที่เชื่อมโยงข้อมูลโรงพยาบาล นายจ้าง และผู้ประกันตนแบบ Real-time สามารถวิเคราะห์เพื่อออกแบบสิทธิประโยชน์ที่ตรงตามความต้องการของผู้ประกันตนแต่ละกลุ่มอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคม ชี้แจงทิศทางการปฏิรูปองค์กร โดยยืนยันพร้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะ เพื่อเดินหน้าปรับปรุงการทำงาน และรักษาผลประโยชน์ของผู้ประกันตนกว่า 24 ล้านคน

ประเด็นที่ 1 การปฏิรูปโครงสร้างและการบริหารงานสำนักงานประกันสังคม

กองทุนประกันสังคม คือหลักประกันขั้นพื้นฐานของผู้ประกันตนที่รัฐไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ขณะเดียวพร้อมปรับเปลี่ยนและพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้นทั้งในด้านการให้บริการ และการลงทุนเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการและบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

กระทรวงแรงงาน โดย รมว.แรงงาน และปลัดกระทรวงแรงงาน ได้สั่งการเร่งด่วนให้มีการแต่งตั้งที่ปรึกษา และคณะทำงานศึกษาโครงสร้างการปฏิรูปสำนักงานประกันสังคม โดยมีผู้แทนจากไตรภาคี ได้แก่ ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง ผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการคลัง คณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)

ทั้งนี้ คณะทำงานดังกล่าวได้กำหนด Roadmap ศึกษาและปรับปรุงโครงสร้างการบริหารให้มีความเท่าเทียมเท่าองค์กรเอกชน เพื่อให้การทำงานเกิดความคล่องตัว โปร่งใส ตรวจสอบได้ และตอบสนองความต้องกรของผู้ประกันตนได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

ประเด็นที่ 2 ปรับปรุงระบบการจัดซื้อจัดจ้าง และการใช้งบประมาณ

งบประมาณที่ใช้ในการบริหารมาจากเงินสมทบประจำปีของผู้ประกันตน นายจ้าง และภาครัฐ ซึ่งมาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ.ประกันสังคม บัญญัติให้สำนักงานประกันสังคม สามารถนำเงินสมทบประจำปี มาใช้ในการบริหารงานของสำนักงานฯ ได้ไม่เกิน 10% ซึ่งการใช้จ่ายเงินบริหารงานที่ผ่านมา สำนักงานประกันสังคมใช้งบประมาณส่วนนี้เฉลี่ยในอัตราไม่เกิน 3% ต่อปี

ทั้งนี้ การใช้งบประมาณ อยู่ภายใต้การตรวจสอบหลายขั้น ทั้งจากคณะกรรมการประกันสังคมในระบบไตรภาคี ที่ประกอบด้วย ผู้แทนผู้ประกันตน ผู้แทนนายจ้าง และผู้แทนฝ่ายรัฐ และการตรวจสอบบัญชีจากองค์กรอิสระ เช่น สำนักงานการตรวจสอบเงินแผ่นดิน (สตง.) และการรายงานงบการเงินประจำปีอย่างสม่ำเสมอ และเพื่อให้การใช้จ่ายเงินบริหารสำนักงานประกันสังคมเป็นไปอย่างคุ้มค่า โปร่งใส และมีประสิทธิภาพสูงสุด สำนักงานประกันสังคม ได้ประชุมทบทวนค่าใช้จ่ายและงบประมาณในการดำเนินงานโครงการต่าง ๆ ตลอดจนแนวทางการจัดสรรงบประมาณปี 2570 ให้เหมาะสมกับบริบทในปัจจุบันอีกด้วย

ประเด็นที่ 3 การปฏิรูปแนวทางการลงทุน เพิ่มความรัดกุม และผลตอบแทนที่ยั่งยืน

สำนักงานประกันสังคม ได้เร่งปรับปรุงระเบียบการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นอกตลาด ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการประกันสังคมแล้ว พร้อมถอดบทเรียนการลงทุนที่ผ่านมา และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพ เพื่อนำมาปรับหลักเกณฑ์การคัดเลือกสินทรัพย์ให้รอบคอบและเข้มงวดมากขึ้น

นอกจากนี้ คณะกรรมการประกันสังคม ยังเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์การลงทุนฉบับใหม่ ปรับสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ความมั่นคงสูงและสินทรัพย์เสี่ยง จาก 60:40 เป็น 50:50 รวมถึงขยายการลงทุนในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังจาก 5.2% เป็น 5.9% ต่อปี แม้การลงทุนบางส่วนอาจมีผลขาดทุนในบางช่วง สำนักงานฯ ยืนยันว่ามีการติดตามอย่างใกล้ชิด

โดยในปี 2568 กองทุนประกันสังคม สามารถสร้างผลตอบแทนได้ในระดับที่น่าพอใจ และมีคณะอนุกรรมการลงทุน และคณะอนุกรรมการบริหารความเสี่ยง ซึ่งประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญภายนอก ผู้แทนนายจ้าง และผู้ประกันตน เพื่อยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสและความเชื่อมั่น

ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคม ยืนยันว่าจะดำเนินการปฏิรูปด้านโครงสร้างองค์กร ระบบจัดซื้อจัดจ้าง และการลงทุนจะดำเนินการด้วยความรอบคอบ พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน โดยมุ่งยกระดับมาตรฐานการบริหารให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกันตนในระยะยาว พร้อมย้ำว่าการดูแลรักษาผลประโยชน์ของผู้ประกันตนกว่า 24 ล้านคน จะยังคงเป็นเป้าหมายสูงสุดของสำนักงานประกันสังคมต่อไป

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ก.พ. 69)