
หากเทียบกับหลายประเทศ โดยเฉพาะจีนที่มีการประกาศแบนคริปโทฯ ออกมาเรื่อย ๆ และขอบเขตของประกาศการแบนก็กว้างขึ้น ๆ ประเทศไทยเรานับว่ามีความก้าวหน้าอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นใบอนุญาตประกอบธุรกิจ หรือแม้แต่กฎเกณฑ์ที่มีการอัพเดตเรื่อย ๆ ล่าสุด สำนักงาน ก.ล.ต. กำลังมีการปรับปรุงเกณฑ์เกณฑ์ตลาดอนุพันธ์เพื่อรองรับการเพิ่มสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสินทรัพย์อ้างอิงได้อีกด้วย!!
มาช้าไปไหม?? ครม. ไฟเขียว เตรียมอนุมัติ Crypto future ในไทย!!
อัพเดตข่าวคราวในประเทศกันหน่อย สำนักงาน ก.ล.ต. ยกระดับตลาดอนุพันธ์ของไทย สนับสนุนการกำหนดสินค้าและตัวแปรอ้างอิงเพิ่มเติมภายใต้พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 เพื่อยกระดับการพัฒนาให้ไปในทิศทางเดียวกับตลาดต่างประเทศ และเพื่อให้การให้บริการอยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่เหมาะสม ช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มการคุ้มครองผู้ลงทุน
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า การกำหนดสินค้าและตัวแปรอ้างอิงเพิ่มเติมภายใต้ พ.ร.บ. สัญญาฯ ในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อรองรับสินค้าและตัวแปรอ้างอิงรูปแบบใหม่ เช่น สินทรัพย์ดิจิทัล สามารถเป็นสินค้าอ้างอิงได้ และช่วยทำให้สินทรัพย์ดิจิทัลอยู่ในฐานะสินทรัพย์เพื่อการลงทุน (crypto as an asset class) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตอย่างทั่วถึง กระจายการลงทุนและจัดการความเสี่ยงได้ดีขึ้น รวมทั้งเพิ่มโอกาสการเข้าถึงตลาดทุนของผู้ลงทุนในวงกว้าง
นอกจากนี้ ยังกำหนดให้คาร์บอนเครดิตสามารถเป็นสินค้าอ้างอิงจากเดิมเป็นตัวแปรอ้างอิง เพื่อเป็นการรองรับการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบส่งมอบจริง เพิ่มเติมจากการชำระราคาส่วนต่าง (Cash Settlement) ผ่านศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ตามกฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และสอดคล้องกับหลักการที่กำหนดไว้ในร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการส่งเสริมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่นำไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)
หลังจากนี้ ก.ล.ต.จะจัดทำหลักเกณฑ์รองรับการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น การปรับปรุงใบอนุญาตประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลสามารถให้บริการสัญญาที่อ้างอิงสินทรัพย์ดิจิทัลได้ รวมถึงการทบทวนหลักเกณฑ์ด้านใบอนุญาตและการกำกับดูแลศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าและสำนักหักบัญชีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าให้เหมาะสมกับสินค้าอ้างอิงประเภทใหม่
ก.ล.ต.จะประสานงานกับ บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เพื่อกำหนดรายละเอียดแบบและข้อความของสัญญา (Contract Specification) โดยเฉพาะสำหรับสินค้าอ้างอิงที่เป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ให้สอดคล้องกับลักษณะความเสี่ยงและการใช้งานในทางปฏิบัติต่อไป
ลงได้ก็ลงไป Saylor บอก ลงอีก 90% ก็ไม่ขาย มีแต่ซื้อเท่านั้น!!
ตลาดคริปโทฯ ไม่แน่ไม่นอน อย่าง 2-3 วันก่อน ราคาบิทคอยน์ก็ร่วงไปแตะ 60,000 ดอลลาร์ ก่อนที่จะดีดขึ้นมา สำหรับรายย่อยอย่างพวกเราคงไม่เท่าไหร่ แต่รายใหญ่อย่าง Strategy นี่สิน่ากังวล เพราะหากเราดูราคาเทียบ 6 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นของ strategy ร่วงลงไปแล้วกว่า 66% น่าใจหายเลยทีเดียว
ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ก.พ. ที่ผ่านมา ทาง Michael Saylor ได้ให้สัมภาษณ์กับรายการ Squawk Box ทาง CNBC คำถามยอดฮิตคงหนีไม่พ้น กรณีถ้าหุ้นร่วงลงแรง ๆ อาจต้องขายบิทคอยน์หรือไม่?? ทาง Saylor ตอบว่าไม่ได้กังวลเรื่องนี้แต่อย่างใด เพราะตัวบริษัทสามารถเอาหนี้ไป refinance เพื่อมาซื้อบิทคอยน์ต่อไป ตัวเขาเองก็ไม่มีวันขาย และก็มีแผนจะซื้อบิทคอยน์เพิ่มทุกไตรมาสด้วย
ฟังแล้วคิดเห็นยังไงบ้าง มีใครที่ยังถือบิทคอยน์อยู่แล้วไม่ขายบ้าง??
หนทางคริปโทฯ จีนไม่สดใส รัฐบาลแบนเพิ่มทั้ง RWA ทั้ง Stablecoin!!
ทางธนาคารกลางจีน (PBOC) ร่วมกับคณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์ (CSRC) และอีก 6 หน่วยงานรัฐ ประกาศยกระดับมาตรการกวาดล้างคริปโทเคอร์เรนซีครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2021 โดยย้ำชัดว่า คริปโทฯ ไม่ใช่เงินตราที่ถูกต้องตามกฎหมาย และกิจกรรมส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องเข้าข่ายอาชญากรรมทางการเงิน
เรียกว่าเป็นประกาศที่แบบคริปโทในประเทศอย่างแท้จริงเลย แถมครั้งนี้ ประกาศฉบับปรับปรุงนี้ยังครอบคลุม ของเขตการแบน Real-World Asset (RWA) และ Stablecoin โดยสั่งห้ามบุคคลหรือองค์กรใดออก Stablecoin ที่ผูกกับเงินหยวนในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยเด็ดขาด!! ส่งสัญญาณชัดว่ารัฐบาลจีนจะไม่ยอมให้ “หยวนดิจิทัลเถื่อน” เติบโตนอกสายตารัฐเป็นอันขาด
ตามรายงานจาก PBOC ได้มีการระบุชัดเจนว่า Bitcoin, Ethereum และ Tether “ไม่มีสถานะเป็นสกุลเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย” และ “ไม่สามารถนำมาใช้หมุนเวียนในตลาดได้” พร้อมลิสต์กิจกรรมต้องห้าม ตั้งแต่การซื้อขาย การออกเหรียญ ไปจนถึงการทำหน้าที่เป็นตัวกลาง โดยรวมคือทุกช่องทางถูกปิดตายทั้งหมด
ในส่วนของ RWA ทางการจีน เขาให้คำนิยามแบบกว้าง ครอบคลุมการนำสิทธิความเป็นเจ้าของหรือสิทธิเรียกร้องรายได้มาแปลงเป็นโทเคน แต่หากเข้าข่ายระดมทุน หรือออกหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาต จะถือว่าผิดกฎหมายทันที เทคโนโลยีบล็อกเชนจึงไม่ใช่ข้ออ้างในการหลบเลี่ยงกฎเกณฑ์อีกต่อไป
ต้องบอกว่าประกาศครั้งนี้มีการครอบคลุมการแบนที่กว้างมาก แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ประเทศจีนเคยมีการแบนคริปโทฯ มาอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ไม่เหมือนประเทศไทยเราที่มีหน่วยงานและกฎเกณฑ์ออกมาอย่างชัดเจน
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ก.พ. 69)





