TFM อวดกำไรปี 68 พุ่ง 37% ทำนิวไฮ อานิสงส์ High Margin-สิทธิ BOI หนุน

นายพีระศักดิ์ บุญมีโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ [TFM] เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานปี 68 ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญ โดยมียอดขายรวม 6,035 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนศักยภาพการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์น้ำที่ขยายตัวต่อเนื่องในทุกกลุ่มธุรกิจ

ขณะที่กำไรขั้นต้นทำได้ 1,340 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการปรับพอร์ตสินค้ามุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรสูง (High Margin) และการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบที่มีประสิทธิภาพ ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ผลักดันให้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นมาที่ 22.2% จาก 18.7% ในปีก่อน หนุนกำไรสุทธิทำได้ 733 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.9%

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 4/68 TFM ยังคงรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง โดยทำยอดขาย 1,634 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากกลุ่มอาหารกุ้งที่เติบโตโดดเด่นถึง 21.4% จากความต้องการของตลาดในประเทศที่เติบโตและการขยายการส่งออก ขณะที่ยอดขายอาหารปลาเพิ่มขึ้น 6.7% โดยเฉพาะอาหารปลากะพงที่มียอดขายพุ่งแรงถึง 25.3% ตอกย้ำความเป็นผู้นำของ TFM ในตลาดอาหารปลากะพง

นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถบริหารให้มีกำไรขั้นต้นถึง 365 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 24.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เกิดจากยอดขายและปริมาณเติบโตอย่างแข็งแกร่ง สัดส่วนยอดขายผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรสูงเพิ่มขึ้น และต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น เพิ่มขึ้นเป็น 22.3% จาก 20.5% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

บริษัทสามารถควบคุมอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ต่อยอดขายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมที่ 9.3% ลดลงจาก 10.2% ในปีก่อน ขณะเดียวกัน TFM ยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI ในโครงการผลิตอาหารกุ้งและอาหารปลาที่โรงงานสงขลาและสมุทรสาคร ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือน ส.ค.68 ส่งผลให้อัตราภาษีที่แท้จริง (Effective Tax Rate) ในไตรมาสสุดท้ายลดลงเหลือเพียง 0.9% เท่านั้น ซึ่งจากปัจจัยที่กล่าวมาส่งผลให้บริษัททำกำไรสุทธิในไตรมาส 4/68 ที่ 184 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.1%เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนถึงความสามารถการทำกำไรที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TFM กล่าวว่า นอกจากความสำเร็จของตัวเลขทางการเงิน ในรอบปีที่ผ่านมา TFM ได้ดำเนินการปรับโครงสร้างที่สำคัญ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน โดยมีการเปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (Split Par) จาก 2 บาท เป็น 1 บาทต่อหุ้น รวมถึงการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ในการจำหน่ายหุ้น 51% ใน AMG-TFM ประเทศปากีสถาน เพื่อบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนให้มีความคล่องตัวและลดความเสี่ยงจากการดำเนินงานในต่างประเทศที่ซับซ้อน

ตลอดปี 2568 TFM มุ่งขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้ 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การรักษาคุณภาพอาหารสัตว์ให้มีความสม่ำเสมอ การเสริมสร้างความร่วมมือและการเติบโตไปพร้อมกับเกษตรกร การขยายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ทั้งในและต่างประเทศ และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จที่ได้รับการยอมรับจากหลากหลายรางวัลระดับประเทศ

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 ก.พ. 69)