
ญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ตกลงกันในวันพฤหัสบดี (12 ก.พ.) ที่จะเร่งกระบวนการคัดเลือกโครงการลงทุนในระยะแรกภายใต้ข้อตกลงที่บรรลุเมื่อปีที่แล้ว หลังการเจรจาภาษีที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือน
เรียวเซ อากาซาวะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นเปิดเผยกับนักข่าวภายหลังการหารือกับโฮเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ณ กรุงวอชิงตัน เป็นเวลาหลายชั่วโมงว่า ทั้งสองฝ่ายยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
หลายฝ่ายเชื่อว่า เป้าประสงค์หลักของการประชุมร่วมกันระหว่างอากาซาวะและลุตนิกเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในโค้งสุดท้ายที่จะจัดทำรายชื่อโครงการลงทุนของญี่ปุ่นชุดแรกที่จะดำเนินการในสหรัฐฯ ก่อนที่จะส่งต่อให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ รับรองในขั้นตอนสุดท้าย
อย่างไรก็ตาม แม้อากาซาวะระบุว่ามีความคืบหน้า แต่ไม่มีฝ่ายใดออกมาเปิดเผยรายละเอียดที่ชัดเจนแต่อย่างใด
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า การประชุมของทั้งคู่จัดขึ้นในเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่ทรัมป์ประกาศว่าจะให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่นที่ทำเนียบขาวในวันที่ 19 มี.ค.
ภายใต้ข้อตกลงที่บรรลุเมื่อเดือนก.ค. ปีที่แล้ว ญี่ปุ่นให้คำมั่นจะทุ่มเม็ดเงินลงทุน 5.5 แสนล้านดอลลาร์ในสหรัฐฯ ภายในช่วงสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 ของทรัมป์ในเดือนม.ค.ปี 2572 เพื่อแลกกับการที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะลดภาษีนำเข้ารถยนต์และสินค้าอื่น ๆ ของญี่ปุ่น
วงเงินดังกล่าวประกอบด้วยเงินลงทุน เงินกู้ และการค้ำประกันเงินกู้จากสถาบันการเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นด้วย
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นและสหรัฐฯ เห็นพ้องกันว่า การลงทุนที่จะเกิดขึ้นจะมุ่งเน้นไปที่ภาคส่วนยุทธศาสตร์ อาทิ แร่ธาตุที่สำคัญ เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และพลังงาน เพื่อสนับสนุนผลประโยชน์ด้านความมั่นคงแห่งชาติและเป้าหมายทางเศรษฐกิจ
เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นระบุว่า สำหรับการลงทุนระยะแรกนั้น โครงการที่อยู่ระหว่างการพิจารณาได้แก่ การก่อสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติสำหรับศูนย์ข้อมูล การผลิตเพชรสังเคราะห์สำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และการพัฒนาท่าเรือ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 ก.พ. 69)





