
กลุ่มบริษัทบางจากรายงานผลประกอบการปี 68 รายได้จากการขายและการให้บริการ 507,570 ล้านบาท EBITDA 35,753 ล้านบาท และมีกำไรส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 2,880 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 2.08 บาท
ขณะที่กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (ไม่รวมรายการพิเศษ) อยู่ที่ 10,240 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67% จากปี 67 และสามารถรับรู้ Synergy ตลอดปี 7,300 ล้านบาท จากการผสานการทำงานระหว่างธุรกิจในกลุ่มควบคู่กับการบริหารการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพร่วมกัน โดยในไตรมาสที่ 4/68 โรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนงและโรงกลั่นน้ำมันบางจากศรีราชาสามารถทำสถิติกำลังการผลิตเฉลี่ยรวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 279,700 บาร์เรล/วัน
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น [BCP] เปิดเผยว่า ปี 68 เป็นอีกปีที่ธุรกิจพลังงานเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลงและความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจโลก ส่งผลต่อผลประกอบการของอุตสาหกรรมโดยรวม
อย่างไรก็ดี กลุ่มบางจากยังคงมุ่งเน้นการบริหารธุรกิจด้วยความรอบคอบ และให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของโครงสร้างธุรกิจในระยะยาวและการวางรากฐานเพื่อขยายตลาดพลังงานทั้งในและต่างประเทศ รองรับการเติบโตในอนาคต โดย ในปี 68 บริษัทฯ มีกำไรส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 2,880 ล้านบาท
ประกอบกับ ความคืบหน้าการปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจจากการเข้าถือหุ้น บมจ.บางจาก ศรีราชา [BSRC] ในสัดส่วน 99.72% และการเพิกถอน BSRC ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในเดือน ธ.ค.68 ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการบริหารการดำเนินงานของทั้งสองโรงกลั่นภายใต้แนวคิด “Together to Greater” และการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานในระยะต่อไป
แม้จะได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่อ่อนตัวลงและผลขาดทุนจากสินค้าคงคลัง โรงกลั่นทั้ง 2 แห่งสามารถเพิ่มอัตราการกลั่นเฉลี่ยได้อีก 5,300 บาร์เรล/วันจากปีก่อนหน้า จากการที่โรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนงไม่มีการปิดซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ตามวาระเช่นเดียวกับปีก่อน ขณะที่โรงกลั่นน้ำมันบางจากศรีราชาสามารถเพิ่มอัตราการกลั่นได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในไตรมาส 4/68 ใกล้ระดับ 280,000 บาร์เรล/วัน
ประกอบกับส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยาน (กลุ่ม Middle Distillates) ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลังจากอุปทานที่ตึงตัว ส่งผลให้ Crack Spread ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายที่ค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นสูงถึง 10.8 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล สูงสุดในรอบหลายไตรมาส ปัจจัยดังกล่าวสนับสนุนให้กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมันมี EBITDA ปรับเพิ่มขึ้น 77% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่กลุ่มธุรกิจการตลาดสามารถขยายปริมาณการจำหน่ายน้ำมันจากปีก่อน และรักษาส่วนแบ่งตลาดค้าปลีกในระดับแข็งแกร่งที่ 29% อีกทั้งโครงสร้างธุรกิจที่มีความหลากหลายของกลุ่มบริษัทช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและรักษาเสถียรภาพทางการเงินของกลุ่มบริษัทท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและตลาดพลังงานที่ผันผวน
โดยตลอดทั้งปี 68 บริษัทฯ มีกำไรส่วนของบริษัทใหญ่ 2,880 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% จากปีก่อน คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 2.08 บาท และมีโครงสร้างการเงินที่แข็งแกร่งได้รับการคงอันดับเครดิตองค์กรจากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ที่ระดับ “A+” พร้อมแนวโน้มอันดับเครดิต “คงที่” ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพการดำเนินธุรกิจและฐานะทางการเงินของกลุ่มบริษัทในระยะยาว
สำหรับปี 69 แม้ธุรกิจพลังงานยังต้องเผชิญความผันผวนของตลาดและทิศทางราคาพลังงานโลก แต่กลุ่มบางจากมุ่งขับเคลื่อนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตามวิถีของพลังงานโลก Energy Addition ที่พลังงานรูปแบบใหม่ถูกเสริมเข้ามาอย่างต่อเนื่องควบคู่กับฐานพลังงานเดิม เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจและสังคม ภายใต้โครงสร้างธุรกิจที่ปรับให้มีความชัดเจนและคล่องตัวมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับ 2 กลุ่มธุรกิจที่จะเป็นกลไกในการเติบโตใหม่ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมัน และกลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันในระดับภูมิภาคและสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงาน
ขณะเดียวกันกลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพ ยังคงอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่ง พร้อมสร้างประโยชน์จากโอกาสที่เกิดจากภาวะตลาดที่เอื้ออำนวย พร้อมด้วยกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานและกลุ่มธุรกิจใหม่และโฮลดิ้งส์ ทั้งนี้ การเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ของธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ภายในเดือน มิ.ย.69 จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานคาร์บอนต่ำของกลุ่มบริษัทฯ
นางสาวภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน BCP รายงานผลการดำเนินงานที่สำคัญในปี 2568 ของแต่ละกลุ่มธุรกิจ ดังนี้
กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน มี EBITDA 8,840 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 77% จากปีก่อน ขณะที่กำลังการผลิตเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 263,700 บาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้น 2% โดยโรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนงและโรงกลั่นน้ำมันบางจากศรีราชา สามารถเดินเครื่องในระดับสูงต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี ส่งผลให้กลุ่มบางจากรับรู้ประโยชน์จากส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปได้อย่างเต็มที่
ค่าการกลั่นพื้นฐานตลอดปีเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6.72 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล สูงกว่าค่าการกลั่นสิงคโปร์ที่ 4.95 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากแรงหนุนของ Crack Spread ในกลุ่ม Middle Distillates อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันดิบที่อ่อนตัวลงส่งผลให้รับรู้ Inventory Loss (รวม NRV) 7,686 ล้านบาท หรือ 2.42 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และรับรู้ผลขาดทุนจาก Oil Hedging 1,998 ล้านบาท หรือ 0.63 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
นอกจากนี้ บริษัท บีซีพี เทรดดิ้ง จำกัด (BCPT) มีธุรกรรมการซื้อขายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันรวม 109.7 ล้านบาร์เรล ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน และในปี 68 ได้จัดตั้งบริษัทย่อย BCPT FZCO ณ เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อเพิ่มโอกาสขยายตลาดนอกภูมิภาคและรองรับการเติบโตในอนาคต
กลุ่มธุรกิจการตลาด มี EBITDA 5,962 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อน ปริมาณการจำหน่าย 13,899 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 1% จากปีก่อน ท่ามกลางสภาวะตลาดในประเทศที่อ่อนตัว โดยปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของยอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงในธุรกิจอุตสาหกรรม ขณะที่ยอดจำหน่ายผ่านสถานีบริการค้าปลีกทรงตัวจากปีก่อน การยกระดับคุณภาพสถานีบริการอย่างต่อเนื่องช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ส่งผลให้กลุ่มบริษัทบางจากยังคงครองส่วนแบ่งตลาดในธุรกิจค้าปลีกที่ 29% และ ณ สิ้นปี 68 มีสถานีบริการรวม 2,214 แห่ง ธุรกิจ Non-Oil มีร้านกาแฟอินทนิล 1,183 สาขา จุดชาร์จ EV 543 จุด และจุดจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่น FURiO กว่า 2,050 จุด
กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าพลังงานสะอาด ดำเนินงานโดย บมจ.บีซีพีจี [BCPG] มี EBITDA 5,090 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน โดยรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติในประเทศสหรัฐอเมริกา จากค่าความพร้อมจ่าย (Capacity Revenue) ที่ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่า ตั้งแต่เดือน มิ.ย.68 ประกอบกับเริ่มรับรู้ผลการดำเนินงานของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม Monsoon ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ทั้งโครงการตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 ปัจจัยบวกดังกล่าวช่วยชดเชยผลกระทบจากการสิ้นสุด Adder ของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย การจำหน่ายโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่นในปีก่อน และการหยุดรับรู้ส่วนแบ่งกำไรของโรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศฟิลิปปินส์ตามแผนการจำหน่ายเงินลงทุนได้ทั้งหมด
กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ดำเนินงานโดย บมจ.บีบีจีไอ [BBIG] มี EBITDA 902 ล้านบาท ลดลง 7% จากปีก่อน ท่ามกลางสภาวะตลาดที่อ่อนตัว โดยกลุ่มบริษัทบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง ปริมาณการจำหน่ายรวมอยู่ที่ 594.5 ล้านลิตร ลดลง 9% จากปีก่อน โดยปริมาณการจำหน่ายเอทานอลอยู่ที่ 260.3 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 30% จากปีก่อน ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายไบโอดีเซลอยู่ที่ 334.2 ล้านลิตร ลดลง 26% จากปีก่อน
กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ มี EBITDA 15,966 ล้านบาท ลดลง 36% จากปีก่อน จากผลกระทบของราคาขายน้ำมันที่ปรับลดลงตามตลาดโลกและปริมาณการจำหน่ายที่ลดลง ขณะเดียวกัน โครงการสำคัญของ OKEA ASA ในประเทศนอร์เวย์ยังคงมีความคืบหน้า โดยแหล่งผลิต Brage เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์จากหลุมผลิต Sognefjord East ในเดือน ก.ค.68 และมีแผนขุดเจาะหลุมผลิต Talisker ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในช่วงไตรมาส 1/69
นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งหลังของปี กลุ่มบริษัทฯ ได้นำประสบการณ์จากการลงทุนใน OKEA ASA ประเทศนอร์เวย์ มาต่อยอดโอกาสด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทย โดยเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับบริษัท เชฟรอน ออฟชอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ในการสำรวจและพัฒนาปิโตรเลียมในอ่าวไทย
สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 4/68 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 123,790 ล้านบาท มี EBITDA 9,154 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (ไม่รวมรายการพิเศษ) 4,056 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% จากไตรมาสก่อน และมากกว่า 100% จากปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนหลักจากกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมันซึ่งมี EBITDA เพิ่มขึ้น 57% จากไตรมาสก่อน จากค่าการกลั่นพื้นฐานเฉลี่ยที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 10.80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และกำลังการผลิตเฉลี่ยของโรงกลั่นทั้งสองแห่งที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่กลุ่มธุรกิจการตลาดมีปริมาณการจำหน่ายเติบโตจากการเดินทางในช่วงฤดูท่องเที่ยวและการขยายตลาดผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงในภาคอุตสาหกรรม ส่วนกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าพลังงานสะอาดรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเพิ่มขึ้นจากการรับรู้ผลการดำเนินงานเต็มไตรมาสของโรงไฟฟ้าพลังงานลม Monsoon ที่ประเทศ สปป. ลาว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 ก.พ. 69)





