
หลังผลการเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยคว้าชัยด้วยคะแนนเสียง 193 ที่นั่ง ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่า จะจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ สร้างความต่อเนื่องของนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน และลดความเสี่ยงเศรษฐกิจจากความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทยลงได้บ้าง
โดยรัฐบาลใหม่มีแนวโน้มจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ภายในเดือน พ.ค. ส่งผลให้กระบวนการจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณ 2027 จะล่าช้าไม่มากเพียง 1-2 เดือน ใกล้เคียงกับที่ SCB EIC ประเมินไว้ก่อนการเลือกตั้ง จึงไม่ส่งผลกระทบต่อสมมติฐานทางเศรษฐกิจปี 2026 ในกรณีฐานของ SCB EIC ที่ประเมินเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 1.5% มากนัก
SCB EIC ประเมินว่าหากรัฐบาลสามารถผลักดันชุดนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะกลาง ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่น รวมถึงบริหารงบประมาณและปฏิรูปการคลังอย่างเหมาะสมเพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลังในยามวิกฤติและลดความเสี่ยงด้านเครดิตเรตติงของประเทศ จะส่งผลบวกต่อการขยายตัวเศรษฐกิจได้ในระยะต่อไป
SCB EIC ประเมินว่าการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลครั้งนี้จะใช้เวลา 5 เดือน (2+2+1) โดย 2 เดือนแรกเป็นระยะเวลาตั้งแต่ยุบสภาในวันที่ 12 ธ.ค. 68 ถึงวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 และประเมินว่าจะใช้เวลาอีก 2 เดือนในการเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่ และอีก 1 เดือนในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ถวายสัตย์ปฏิญาณ แถลงนโยบายต่อรัฐสภา และเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มรูปแบบภายในเดือน พ.ค.
โดยปกติแล้วการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลจะส่งผลให้อัตราการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลลดลง โดยเฉพาะงบลงทุน และมีความเสี่ยงประกาศใช้ พ.ร.บ.งบประมาณปีถัดไปล่าช้า อย่างไรก็ดี ผลกระทบการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลรอบนี้จะไม่รุนแรงนัก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการเร่งอนุมัติโครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาลดำเนินการไว้ก่อนยุบสภา
สำหรับกระบวนการจัดทำงบประมาณปี 70 มีแนวโน้มประกาศใช้ได้ในเดือน พ.ย. 69 ล่าช้าเพียง 1-2 เดือนจากกำหนดการปกติที่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ต.ค. 69 ใกล้เคียงกับที่ SCB EIC ประเมินไว้ก่อนเลือกตั้ง เนื่องจากช่วงระยะเวลาการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลและช่วงเวลาการจัดทำรายละเอียดงบประมาณขนานกัน โดยผลการเลือกตั้งที่ออกมานี้จึงลดความเสี่ยงด้านลบจากกระบวนการจัดทำงบประมาณปี 70 ที่จะล่าช้าออกไปมาก
พรรคภูมิใจไทย ตั้งเป้ายกระดับให้เศรษฐกิจไทยกลับมาขยายตัวสูงกว่า 3% อีกครั้ง ผ่านชุดนโยบาย 10 พลัส ซึ่งครอบคลุมการฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้น ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตระยะยาว และกระจายรายได้ลดความเหลื่อมล้ำ โดยแบ่งเป็น 2 เสาหลัก ได้แก่
- โอบอุ้มรากฐาน สร้างความทั่วถึง : (1) คนตัวเล็ก ตัวน้อย พลัส ปิดหนี้ คนละครึ่งพลัส (2) ผู้สูงวัย พลัส พัฒนาทักษะ สร้างรายได้ มีคนดูแล (3) ชุมชน พลัส ท่องเที่ยวเมืองรอง ผลิตของที่ใช่ขายของที่ชอบ (4) การศึกษาเท่าเทียม พลัส เรียนฟรีผ่านแพลตฟอร์ม มีงานทำ (5) เมดอินไทยแลนด์ SMEs พลัส เงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เข้าถึงงานภาครัฐ
- ยกระดับศักยภาพการแข่งขันประเทศในระยะยาว : (6) ลงทุน พลัส เพิ่มสัดส่วนการลงทุนเป็น 30% ของ GDP เน้นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (7) เศรษฐกิจสีเขียว พลัส มุ่ง Net zero ตลาดคาร์บอน (8) ดิจิทัล AI พลัส พัฒนาทักษะ สร้างรายได้ (9) Trade พลัส อัปเกรดการผลิต ยึดตลาดโลก (10) Thailand พลัส รัฐฉับไว อนุมัติไว
ข้อสังเกตของ SCB EIC ต่อชุดนโยบายนี้ คือ
- ทิศทางการดำเนินนโยบายยังไม่ชัดเจนนัก ชุดนโยบาย 10 Plus นี้ ครอบคลุมนโยบายมากกว่าชุดนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไว้พร้อมวงเงินที่ใช้ดำเนินการตามนโยบายหาเสียง ซึ่งมีเพียง 8 นโยบาย และยังไม่ครอบคลุมบางนโยบายที่ประกาศในเวทีหาเสียงบางโอกาส เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ ขณะเดียวกัน นโยบายที่เสนอยังเป็นเพียงกรอบแนวคิดกว้าง เช่น ชุมชนพลัส ลงทุนพลัส Trade พลัส และไทยแลนด์พลัส ซึ่งแม้จะสะท้อนวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ แต่ยังขาดรายละเอียดเชิงปฏิบัติ กลไกการดำเนินงาน แนวทางบังคับใช้ ตลอดจนสิทธิประโยชน์และแรงจูงใจที่เป็นรูปธรรมเพียงพอ ทำให้การประเมินผลบวกต่อเศรษฐกิจยังทำได้จำกัด ทั้งนี้ คาดหวังว่าทิศทางชุดนโยบายจะมีความชัดเจนขึ้นมากหลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
- หลายนโยบายใน 10 พลัส พยายามตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้างไทย เช่น การแก้ปัญหาหนี้ การสนับสนุน SME การปฏิรูปภาครัฐ การผลักดันดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว แต่หลายโครงการยังเน้นการให้เงินอุดหนุน ซึ่งเน้นประโยชน์ระยะสั้น เช่น คนละครึ่งพลัส หากพิจารณาเฉพาะ 8 นโยบายที่พรรคภูมิใจไทยนำเสนอกกต. วงเงิน 1.48 แสนล้านบาทต่อปี พบว่าราว 30% เป็นการให้เงินอุดหนุนโดยตรง
- ข้อจำกัดด้านการคลังมากขึ้น สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทย ณ สิ้นปีงบประมาณ 2025 อยู่ที่ 64.8% และมีแนวโน้มชนเพดาน 70% ในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า ประกอบกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ 2 แห่ง Moody’s (29 เม.ย. 2025) และ Fitch (24 ก.ย. 68) ได้ปรับลดมุมมอง (Outlook) เครดิตเรตติงของไทยเป็นลบ (Negative) แล้ว ส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัญหาการคลังดังกล่าว ซึ่งจะสร้างข้อจำกัดในการดำเนินชุดนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายประชานิยม และล่าสุด Fitch (11 ก.พ. 69) ได้เน้นย้ำความสำคัญของเสถียรภาพการเมืองและเสถียรภาพการคลังเป็นหัวใจสำคัญในการคงสถานะความน่าเชื่อถือของประเทศ
- ความสำเร็จในการผลักดันนโยบายให้เกิดผลบวกต่อเศรษฐกิจมีความท้าทาย รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญและความสมดุลระหว่างนโยบายกระตุ้นระยะสั้นและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว ควบคู่กับการเร่งสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจและองค์กรจัดอันดับความน่าเชื่อถือ รวมถึงบริหารงบประมาณและปฏิรูปการคลังอย่างเหมาะสมเพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลังในยามวิกฤติและลดความเสี่ยงด้านเครดิตเรตติงของประเทศ
อย่างไรก็ดี ผลการเลือกตั้งนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อสมมติฐานทางเศรษฐกิจปี 69 ในกรณีฐานของ SCB EIC มากนัก เนื่องจากใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ไว้ก่อนเลือกตั้งว่าจะมีรัฐบาลใหม่ที่พร้อมปฏิบัติหน้าที่ในเดือน พ.ค. และพ.ร.บ. งบประมาณปี 70 จะล่าช้าราว 1-2 เดือน แต่คะแนนเสียงของพรรคภูมิใจไทยที่สูงนี้ ลดความเสี่ยงเชิงลบทางการเมืองลง อย่างไรก็ดี ยังคงมีประเด็นความเสี่ยงที่ต้องจับตาอยู่ โดยเฉพาะประเด็นบาร์โคดบนบัตรเลือกตั้งอาจทำให้สามารถระบุตัวตนผู้ใช้สิทธิได้ ซึ่งอาจขัดต่อกฎหมายและนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นความไม่เชื่อมั่นในผลคะแนนการเลือกตั้งต่าง ๆ ประเด็นคดีทางการเมืองของพรรคก้าวไกลเดิม (พรรคปชน.) รวมถึงความเป็นไปได้ที่การจัดทำงบประมาณปี 70 จะล่าช้าเพิ่มเติม หากมีความพยายามผลักดันนโยบายหาเสียงของพรรคแกนนำและพรรคร่วมรัฐบาล โดย SCB EIC อยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจล่าสุดและจะเผยแพร่ประมาณการใหม่ภายในเดือน ก.พ. นี้
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 ก.พ. 69)





