โลกจับตาอิหร่าน-สหรัฐฯ เจรจานิวเคลียร์รอบใหม่วันนี้ ขณะสถานการณ์ยังตึงเครียด

ทั่วโลกต่างก็จับตาการเจรจารอบใหม่ระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในวันนี้ (17 ก.พ.) ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยล่าสุดมีรายงานว่ากองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) เริ่มการซ้อมรบในช่องแคบฮอร์มุซในวันจันทร์ (16 ก.พ.) ก่อนที่การเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ จะเปิดฉากขึ้นในวันนี้

คณะผู้แทนจากอิหร่าน นำโดยซัยยิด อับบาส อารักชี รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางถึงกรุงเจนีวาแล้ว เพื่อเข้าร่วมการเจรจานิวเคลียร์ทางอ้อมรอบสองกับสหรัฐฯ โดยมีประเทศโอมานรับบทเป็นตัวกลาง

ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ มีสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และจาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของทรัมป์ เป็นผู้นำคณะเจรจา

 

สำนักข่าวซินหัวรายงานเกี่ยวกับข้อสังเกตถึงจุดยืนล่าสุดของอิหร่านและสหรัฐฯ เพื่อประเมินว่าการเจรจาครั้งนี้จะออกมาเป็นอย่างไร อะไรคือสาเหตุของทางตันในประเด็นนิวเคลียร์ของอิหร่าน และสหรัฐฯ จะใช้มาตรการทางทหารกับอิหร่านหรือไม่

 

– ความแตกแยกที่ชัดเจน

อิหร่านและสหรัฐฯ ได้จัดการเจรจาทางอ้อมรอบแรกที่กรุงมัสกัต ของโอมาน เมื่อวันที่ 6 ก.พ. หลังจากที่สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดใส่โรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านในเดือนมิ.ย. 2568 และได้ตกลงที่จะเจรจาต่อ อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ต่อสาธารณะบ่งชี้ว่า ข้อพิพาทหลักยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก

สหรัฐฯ เคยกล่าวไว้ว่า ข้อตกลงใด ๆ ก็ตามที่ทำกับอิหร่านจะต้องรวมถึงการห้ามเสริมสมรรถนะยูเรเนียม การขจัดวัสดุที่ผ่านการเสริมสมรรถนะแล้ว ตลอดจนการการจำกัดขีปนาวุธพิสัยไกล และการยุติการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค

ด้านนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอลได้ขานรับข้อเรียกร้องดังกล่าวของสหรัฐฯ แต่ก็แสดงความกังขาต่อความเป็นไปได้ในการบรรลุข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

ขณะเดียวกัน อิหร่านได้แสดงท่าทีมุ่งมั่นว่าจะบรรลุข้อตกลงที่ “ยุติธรรมและเท่าเทียม” ซึ่งจะนำไปสู่การยกเลิกการคว่ำบาตร แต่อิหร่านก็ยังคงยืนกรานใน “เส้นแดง” สองเส้น ได้แก่ การรักษาสิทธิ์ในการใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ และการรักษาขีดความสามารถด้านขีปนาวุธของตน

ทางด้านปธน.มาซูด เปเซชเคียนของอิหร่าน ยังคงยืนยันคำเดิมว่า อิหร่านไม่ได้แสวงหาอาวุธนิวเคลียร์ และ “พร้อมรับการตรวจสอบในทุกรูปแบบ” ในขณะเดียวกันก็ปฏิเสธสิ่งที่เขาเรียกว่า เป็นข้อเรียกร้องที่เกินกว่าเหตุและการรุกราน

 

– ต้นตอของภาวะชะงักงัน

ความขัดแย้งในครั้งนี้ มีต้นตอมาจากข้อกำหนดในแผนปฏิบัติการร่วมฉบับสมบูรณ์ (JCPOA) ที่อิหร่านและชาติมหาอำนาจโลกลงนามร่วมกันในปี 2558 ซึ่งมีการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน เพื่อแลกกับการที่อิหร่านจำกัดโครงการนิวเคลียร์อย่างเข้มงวด

แต่ข้อตกลงดังกล่าวพังทลายลงในปี 2561 เมื่อรัฐบาลของทรัมป์ในขณะนั้นถอนตัวจากข้อตกลง JCPOA เพียงฝ่ายเดียว และกลับมาบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรอิหร่านอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง การกระทำดังกล่าวทำให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการค่อย ๆ ลดการปฏิบัติตามข้อผูกพัน โดยระบุว่ามาตรการดังกล่าว “สามารถย้อนกลับได้”

จนกระทั่งปี 2564 อิหร่านเริ่มเสริมสมรรถนะยูเรเนียมที่ระดับความบริสุทธิ์ 60% ซึ่งสูงกว่าเพดาน 3.67% ที่กำหนดในข้อกำหนด JCPOA อย่างมาก พร้อมกับยืนยันว่า โครงการดังกล่าวของอิหร่านมีไว้เพื่อการใช้งานอย่างสันติเท่านั้น

ต่อมาเมื่อทรัมป์หวนคืนสู่ทำเนียบขาวในปี 2568 และกลับมาดำเนินนโยบาย “กดดันขั้นสุด” กับอิหร่านอีกครั้ง การเจรจาทางอ้อมระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจำนวน 5 รอบในปีนั้นประสบความล้มเหลวในการประสานความแตกต่างในประเด็นหลัก

นอกจากนี้ การทูตได้ล่มสลายลงโดยสิ้นเชิงหลังจากที่อิสราเอลใช้ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านแบบสายฟ้าแลบในเดือนมิ.ย. และตามมาด้วย “สงคราม 12 วัน” ซึ่งในช่วงเวลานั้น สหรัฐฯ ได้พุ่งเป้าโจมตีโรงงานนิวเคลียร์สำคัญของอิหร่าน

ข้อมูลจากการตรวจสอบของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ก่อนเกิดสงครามชี้ว่า อิหร่านครอบครองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ 60% ปริมาณ 440.9 กิโลกรัม ซึ่งเป็นระดับที่สหรัฐฯ และอิสราเอลไม่อาจยอมรับได้

 

– ความเสี่ยงที่สถานการณ์ทางทหารจะบานปลาย

นับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2569 สหรัฐฯ ได้เพิ่มแรงกดดันทางทหารต่ออิหร่าน โดยได้ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ไปประจำการใกล้กับอิหร่าน และล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (13 ก.พ.) ทรัมป์ยืนยันว่ากองเรือลำสอง คือ ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก จะมุ่งหน้าไปยังตะวันออกกลางเช่นกัน ซึ่งเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่าจะใช้เวลาเดินทางอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์

“หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในระหว่างการเจรจา เราก็จำเป็นต้องใช้มัน” ทรัมป์กล่าว พร้อมกับเตือนอิหร่านถึงผลกระทบที่จะตามมา

ความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้นอีกในวันเสาร์ (14 ก.พ.) เมื่อเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 2 รายเปิดเผยกับสื่อว่า กองทัพทหารของสหรัฐฯ กำลังเตรียมพร้อมสำหรับการปฏิบัติการที่อาจเกิดขึ้นต่ออิหร่าน ซึ่งอาจกินเวลานาน “หลายสัปดาห์”

ทางด้านกองทัพอิหร่านระบุว่า ขีปนาวุธนำวิถีของตนมีพิสัยทำการไกลถึง 2,000 กิโลเมตร ซึ่งครอบคลุมฐานทัพสหรัฐฯ ทั้งหมดในภูมิภาคตะวันออกกลางและพื้นที่ทั้งหมดของอิสราเอล

นักวิเคราะห์ทางการทหารตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วง “สงคราม 12 วัน” ขีปนาวุธของอิหร่านสามารถเจาะระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิสราเอลได้หลายครั้ง และฝูงโดรนของอิหร่านยังถือเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อกองกำลังทางทะเลของสหรัฐฯ

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 ก.พ. 69)