
ตลอดระยะเวลาเพียงไม่ถึง 2 เดือน นับตั้งแต่ต้นปี 2569 ชื่อของบริษัท อีอาร์เอ็กซ์ จำกัด หรือ ERX โดยใช้ชื่อทางการค้าว่า KuCoin Thailand ถูกกล่าวถึงผ่านประกาศของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ถึง 4 ครั้ง กลายเป็นภาพสะท้อนปัญหาด้านฐานะเงินกองทุน การกำกับดูแลกิจการ และความพยายามแก้ไขสถานการณ์ ของแพลตฟอร์มซื้อ-ขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศไทยกำลังมีปัญหา ภายใต้การติดตามอย่างใกล้ชิดของหน่วยงานกำกับของทางการ
ขอเริ่มต้นลำดับเหตุการณ์ ดังนี้
ช่วงแรก วันที่ 3 มกราคม 2569 ก.ล.ต. ออกประกาศกำชับให้ ERX สื่อสารและดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด หลังบริษัทต้อง “ระงับการประกอบธุรกิจชั่วคราว” เนื่องจากไม่สามารถดำรงเงินกองทุนตามเกณฑ์ขั้นต่ำได้ โดยพบว่าในช่วงวันที่ 29 ธันวาคม 2568 ถึง 2 มกราคม 2569 ระดับเงินกองทุนของบริษัทต่ำกว่าร้อยละ 60 ของเงินกองทุนขั้นต่ำติดต่อกัน 5 วัน ตามหลักเกณฑ์
ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีเงินกองทุนต่ำกว่ากำหนดต้องหยุดดำเนินธุรกิจทันที และแจ้งลูกค้าเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมเปิดทางให้ลูกค้าถอนทรัพย์สินได้โดยสะดวก โดยจุดที่สนใจของ ก.ล.ต. ในรอบนี้คือ การคุ้มครองผู้ลงทุนและการสื่อสารอย่างโปร่งใส
ถัดมา วันที่ 8 มกราคม 2569 ก.ล.ต. เข้าตรวจสอบบริษัทภายหลังการระงับธุรกิจ โดยผลการตรวจ ณ วันที่ 6 มกราคม 2569 ระบุว่า “ทรัพย์สินของลูกค้ามีอยู่ครบถ้วนและปลอดภัย”
นี่เป็นสัญญาณสำคัญที่ช่วยลดความตื่นตระหนกในหมู่ลูกค้า แม้บริษัทจะมีปัญหาเงินกองทุน แต่ทรัพย์สินลูกค้ายังไม่พบความเสียหาย การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนว่าหน่วยงาน ก.ล.ต.ให้ความสำคัญกับการแยกทรัพย์สินลูกค้าออกจากฐานะทางการเงินของบริษัทอย่างชัดเจน
แต่ต่อมา วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 คณะกรรมการ ก.ล.ต. กลับมีมติสั่งให้ ERX แก้ไขปัญหาการดำรงเงินกองทุนให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ตามที่บริษัทเสนอ พร้อมกำหนดให้รายงานผลการแก้ไข และยังสั่งให้ปรับปรุงโครงสร้างการบริหารกิจการ (board governance) โดยเฉพาะการแต่งตั้งกรรมการทดแทนตำแหน่งที่ว่าง เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์กำกับดูแลกิจการ
สิ่งนี้ แสดงให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้มีเพียงตัวเลขเงินกองทุน แต่ยังโยงถึงเสถียรภาพการบริหารภายในองค์กรที่ยังไม่ถูกแก้ปัญหาให้สิ้นซาก
จนล่าสุด วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 “คณะกรรมการ ก.ล.ต. มีมติขยายระยะเวลาให้ ERX แก้ไขฐานะการเงินออกไปถึงวันที่ 30 มีนาคม 2569” หลังบริษัทขอขยายเวลา พร้อมรับทราบแนวทางการแก้ไขโครงสร้างบอร์ด
การขยายเวลาเช่นนี้สะท้อนว่าบริษัทไม่สามารถฟื้นระดับเงินกองทุนได้ทันตามกำหนดเดิม แต่หน่วยงานกำกับยังใจดี เปิดโอกาสให้แก้ไขภายใต้กรอบเวลาที่ถูกขยายออกไป แม้จะยังคงติดตามรายงานทรัพย์สินลูกค้าเป็นรายวันก็ตาม
เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้ง 4 เหตุการณ์ จะเห็นลำดับพัฒนาการของสถานการณ์ชัดเจน เริ่มจากการตรวจพบเงินกองทุนต่ำกว่าเกณฑ์-สั่งระงับธุรกิจ-ตรวจสอบความปลอดภัยทรัพย์สินลูกค้า-สั่งแก้ไขเงินกองทุนและโครงสร้างบริหาร-ขยายเวลาแก้ไขเพิ่มเติม
คำถามสำคัญคือเกิดอะไรขึ้นกับ ERX เนื่องจากในเชิงโครงสร้าง ธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลต้องดำรงเงินกองทุนขั้นต่ำเพื่อรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง และความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ หากเงินกองทุนลดลงต่ำกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยสำคัญ (ต่ำกว่า 60% ของขั้นต่ำ) แสดงถึงภาวะการเงินที่ตึงตัวอย่างมาก อาจเกิดจากการขาดทุนสะสม รายได้ลดลง ค่าใช้จ่ายสูง การตั้งสำรองเพิ่ม หรือการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ลดลงในภาวะตลาดผันผวน
อีกประเด็นคือการกล่าวถึงการแก้ไข board governance สะท้อนว่าอาจมีกรรมการลาออก หรือโครงสร้างบอร์ดไม่ครบตามเกณฑ์ ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้กำกับดูแล เพราะธรรมาภิบาลเป็นหัวใจของธุรกิจการเงิน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีความเสี่ยงสูง
จากเรื่องราวที่รวบรวมมาทั้งหลายทั้งปวงนี้ ถ้ามองอย่างเป็นธรรม สิ่งที่ทางการเตือน ERX ต่อเนื่องหลายรอบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ “เงินกองทุนต่ำกว่าเกณฑ์ กับ โครงสร้างกำกับดูแลไม่สมบูรณ์” นั้น สามารถลุกลามไปเป็นความเสี่ยงเกี่ยวกับพื้นฐานบริษัทได้อย่างไม่ยากเลย อาทิ ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและความอยู่รอดของบริษัท
เมื่อผู้ประกอบการอย่าง ERX (KuCoin Thailand) ไม่สามารถดำรงเงินกองทุนขั้นต่ำได้ตามที่กำหนด แปลว่าฐานะการเงินของบริษัทตึงตัวมาก หากเกิดเหตุไม่คาดคิด เช่น ลูกค้าถอนเงินจำนวนมากพร้อมกัน หรือความผันผวนของตลาด บริษัทอาจไม่มี “กันชน” ทางการเงินที่เพียงพอรองรับ ซึ่งในกรณีเลวร้ายสุดอาจนำไปสู่การหยุดกิจการถาวรหรือกระบวนการฟื้นฟูกิจการ
ถัดมาคือความเสี่ยงต่อผู้ใช้งาน แม้ ก.ล.ต. จะยืนยันว่าทรัพย์สินลูกค้ายังครบถ้วน แต่การที่แพลตฟอร์มถูกสั่งระงับธุรกิจชั่วคราว ก็ทำให้ลูกค้าเผชิญความไม่สะดวกในการใช้งาน การซื้อขายหยุดชะงัก สภาพคล่องของสินทรัพย์ลดลง และเกิดต้นทุนแฝง เช่น โอกาสลงทุนที่หายไป หรือความกังวลใจที่อาจกระตุ้นให้เกิดการถอนทรัพย์สินพร้อม ๆ กัน ซึ่งยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อบริษัทเข้าไปอีก
อีกระดับหนึ่งคือความเสี่ยงด้านความเชื่อมั่น เมื่อหน่วยงานกำกับต้องออกหนังสือเตือนหลายครั้งในระยะเวลาสั้น ๆ ตลาดและผู้ลงทุนจะเริ่มตั้งคำถามถึงเสถียรภาพของบริษัท และอาจขยายไปถึงความเชื่อมั่นต่อแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัลรายอื่น ๆ ด้วย เพราะผู้ใช้ทั่วไปมักมองอุตสาหกรรมนี้เป็นภาพรวมเดียวกัน หากรายหนึ่งมีปัญหา ก็อาจเกิด ความแพนิก ทำให้เกิดการย้ายเงินหรือถอนทรัพย์จากหลายแพลตฟอร์มพร้อมกันเกิดขึ้นก็เป็นได้
ในตอนนี้ ยังไม่ใครรู้ว่า “การขยายเวลา” การแก้ไขปัญหาการดำรงเงินกองทุน และเรื่องอื่นๆ ของทางการออกไป อีก 1 เดือนครึ่ง ในลักษณะใจดีแบบนั้น จะทำให้ทุกปัญหาคลี่คลายได้แค่ไหน และหวังว่าคงจะไม่มีการทดเวลาบาดเจ็บ (อีก) เพราะมันอาจจะห้ามไม่ได้ที่จะมองว่าเป็นภาพที่ “regulator” เอื้อให้กับ “เอกชน” มากเกินไปหรือเปล่า!?
ธิติ ภัทรยลรดี
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 ก.พ. 69)





