น้ำมัน WTI ปิดลบ 56 เซนต์ หลังเจรจาสหรัฐ-อิหร่านคืบหน้า

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลบในวันอังคาร (17 ก.พ.) หลังจากมีรายงานว่าอิหร่านและสหรัฐอเมริกาได้บรรลุข้อตกลงในหลักการที่จะนำไปสู่ความคืบหน้าในการเจรจานิวเคลียร์ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ เริ่มผ่อนคลายลง

  • ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนมี.ค. ลดลง 56 เซนต์ หรือ 0.89% ปิดที่ 62.33 ดอลลาร์/บาร์เรล
  • ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนเม.ย. ลดลง 1.23 ดอลลาร์ หรือ 1.79% ปิดที่ 67.42 ดอลลาร์/บาร์เรล

 

อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่า การเจรจาทางอ้อมรอบที่ 2 ระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ซึ่งจัดขึ้นที่นครเจนีวาในวันอังคาร เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มากขึ้นเมื่อเทียบกับการเจรจารอบก่อนหน้านี้ที่ประเทศโอมาน โดยทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงในหลักการทั่วไป ซึ่งจะถูกนำไปพัฒนาและจัดทำเป็นข้อความในข้อตกลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ อารักชีกล่าวว่า แม้ความเคลื่อนไหวล่าสุดไม่ได้หมายความว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้อย่างรวดเร็ว แต่อย่างน้อยเส้นทางก็ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

การเจรจาดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่สหรัฐฯ เดินหน้าเสริมกำลังทหารในตะวันออกกลาง ขณะที่สำนักข่าว Fars ของทางการของอิหร่านรายงานว่า อิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซบางส่วนเป็นเวลาหลายชั่วโมงในวันอังคาร เพื่อทำการซ้อมรบภายใต้ปฏิบัติการที่ชื่อว่า “การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซแบบอัจฉริยะ” โดยการปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นการชั่วคราวครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อรับรองความปลอดภัยและการเดินเรือในระหว่างการซ้อมรบ

นักลงทุนจับตาความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากความขัดแย้งที่ลุกลามอาจจะนำไปสู่การที่อิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลก เนื่องจากประมาณ 1 ใน 5 ของปริมาณน้ำมันที่ใช้ทั่วโลกนั้น ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซซึ่งตั้งอยู่ระหว่างโอมานกับอิหร่าน

อิหร่านและสมาชิกในกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) อย่างซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และอิรัก ต่างก็ส่งออกน้ำมันดิบส่วนใหญ่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยมุ่งเน้นการส่งออกไปที่เอเชียเป็นหลัก ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ระบุว่า ในปี 2568 อิหร่านเป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่อันดับ 3 ในกลุ่มโอเปก รองจากซาอุดีอาระเบียและอิรัก

นอกจากนี้ นักลงทุนยังติดตามความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน โดยล่าสุด การเจรจาไตรภาคีระหว่างสหรัฐฯ รัสเซีย และยูเครนที่นครเจนีวาได้เสร็จสิ้นลงแล้วในวันอังคาร ก่อนที่ทั้ง 3 ฝ่ายจะเริ่มการเจรจาเป็นวันที่ 2 ในวันนี้ (18 ก.พ.) โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้กดดันให้รัฐบาลยูเครนเร่งดำเนินการเพื่อบรรลุข้อตกลงยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานาน 4 ปี

ทั้งนี้ การบรรลุข้อตกลงสันติภาพอาจจะทำให้มีการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย ซึ่งจะทำให้น้ำมันของรัสเซียกลับเข้าสู่ตลาดหลักอีกครั้ง ขณะที่ข้อมูลจาก EIA ของสหรัฐฯ ระบุว่า ในปี 2568 รัสเซียเป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก รองจากสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบีย

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 ก.พ. 69)