ดาวโจนส์ปิดบวก 129.47 จุด รับหุ้นเทคฯฟื้น จับตา PCE ประเมินดบ.เฟด

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันพุธ (18 ก.พ.) ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปิดในแดนบวกเช่นกัน โดยตลาดยังคงได้ปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งรวมถึงหุ้น Nvidia และ Amazon หลังจากราคาหุ้นปรับตัวลงก่อนหน้านี้อันเนื่องมาจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI)

  • ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 49,662.66 จุด เพิ่มขึ้น 129.47 จุด หรือ +0.26%
  • ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,881.31 จุด เพิ่มขึ้น 38.09 จุด หรือ +0.56% และ
  • ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,753.63 จุด เพิ่มขึ้น 175.25 จุด หรือ +0.78%

 

ตลาดได้รับปัจจัยหนุนจากการที่นักลงทุนช้อนซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยนักวิเคราะห์จากบริษัท Baird ให้ความเห็นว่า เมื่อถึงจุดหนึ่ง ความอ่อนแอของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีได้ดึงดูดให้นักลงทุนเข้ามาช้อนซื้อเนื่องจากมองว่าหุ้นกลุ่มนี้ยังคงมีการเติบโตสูง ก่อนหน้านี้หุ้นกลุ่มดังกล่าวมีราคาแพงมาก แต่ขณะนี้ราคาเริ่มถูกลงแล้ว

หุ้น Nvidia ซึ่งเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดในโลก ปรับตัวขึ้น 1.6% หลังจากบริษัทได้ลงนามในข้อตกลงระยะเวลาหลายปีเพื่อขายชิป AI ทั้งรุ่นปัจจุบันและรุ่นอนาคตจำนวนหลายล้านตัวให้กับ Meta Platforms

หุ้น Meta Platforms ปรับตัวขึ้น 0.6% ขณะที่หุ้น Amazon พุ่งขึ้น 1.8% และหุ้น Microsoft บวก 0.7%

หุ้น Sandisk, หุ้น Western Digital และหุ้น Seagate Technology Holdings ปรับตัวขึ้นระหว่าง 1.7% – 4.4% โดยได้แรงหนุนจากความต้องการเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ AI

หุ้นกลุ่มผู้ผลิตซอฟต์แวร์เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว หลังจากที่ร่วงลงก่อนหน้านี้ อันเนื่องมาจากความกังวลว่าเครื่องมือ AI ที่ทันสมัยอาจทำให้เกิดการแข่งขันสูงและส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทในภาคส่วนนี้ โดยหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์และการบริการซอฟต์แวร์ในดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้น 1.1% นำโดยหุ้น Cadence Design Systems ซึ่งเป็นผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ออกแบบชิป ทะยานขึ้น 7.6% หลังจากบริษัทเปิดเผยรายได้ไตรมาส 4/2568 ที่สูงกว่าที่คาด

หุ้นบริษัทผลิตชิปรายใหญ่อย่าง Analog Devices พุ่งขึ้น 2.6% หลังบริษัทคาดการณ์กำไรในไตรมาส 2 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีทคาดการณ์ไว้

หุ้น Global Payments ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีด้านการชำระเงิน ทะยานขึ้นกว่า 16% หลังจากบริษัทคาดการณ์กำไรรายปีสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์

หุ้น 8 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก นำโดยหุ้นกลุ่มพลังงานพุ่งขึ้น 2% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยปรับตัวขึ้น 1% ส่วนหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคร่วงลง 1.7% และหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวลง 1.45%

หุ้น Moderna ดีดตัวขึ้น 6% หลังจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯ (FDA) ตกลงที่จะรับพิจารณาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ mRNA-1010 ของบริษัท ซึ่งเป็นการกลับคำตัดสินก่อนหน้านี้ที่เคยปฏิเสธคำร้องดังกล่าว

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เผยแพร่รายงานการประชุมประจำวันที่ 27-28 ม.ค. โดยระบุว่า กรรมการเฟดส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันในการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันดังกล่าว แต่ยังคงมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคต

เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักประมาณ 50% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ในการประชุมเดือนมิ.ย.

นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ โดยดัชนี PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี PCE จะเพิ่มขึ้น 2.9% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 2.8% ในเดือนพ.ย. และคาดว่าดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะเพิ่มขึ้น 3.0% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 2.8% ในเดือนพ.ย.

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ก.พ. 69)